Extraholidays.net

The Professional Travel Agency

ข่าวสารกิจกรรม
GALAXY MACAU RESORT HOTEL

GALAXY MACAUTM RESORT HOTEL

งานเปิดตัวบ่อนคาสิโนในมาเก๊า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2554 คาสิโนแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า "เดอะ กาแล็กซี่ มาเก๊า" คาสิโนแห่งนี้เป็นของบริษัทในเครือแกแลคซี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ ของนายหลิว เจ วูมหาเศรษฐีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกง ซึ่งคาสิโนแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นคาสิโนคอมเพล็กซ์ครบวงจรและทันสมัยแห่งใหม่คาสิโนหรูหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ “เดอะ แกแลคซี่ มาเก๊า” เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่บนเกาะมาเก๊า เป็นคาสิโนแห่งที่ 34 มีมูลค่า 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 หมื่น 7 พันล้านบาท โดยต้องการให้เป็นมาตรฐานใหม่ของ "โรงแรมเอเซีย" ตั้งอยู่บนพื้นที่ 500,000 ตารางเมตร มีรีสอร์ทและให้บริการสถานที่พักผ่อนและความบันเทิงครบครัน มีโต๊ะพนัน 450 โต๊ะ เครื่องสล็อตแมชชีนอีก 1 พัน 5 ร้อยเครื่องภายในคาสิโน "เดอะ กาแล็กซี่ มาเก๊า" มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและความบันเทิงมากมาย มีโรงแรม 3 แห่ง  ซึ่งรวมถึงโรงแรม บันยัน ทรี จากสิงคโปร์ โรงแรมโอกุระจากญี่ปุ่น ที่ให้บริการห้องพักรวมกันถึงกว่า 2,200 ห้องสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีสระน้ำขนาด 4,000 ตร.เมตร ที่สามารถสร้างคลื่นเทียมได้สูงถึง 5 ฟุต (1.5 เมตร) ที่จะซัดเข้าหาชายหาดเทียม ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยหาดทรายสีขาวจำนวนถึง 350 ตัน  นอกจากนี้ยังมีสวนแบบญี่ปุ่น ศาลาสำหรับการดื่มชาญี่ปุ่น และน้ำพุที่สวยงาม บาร์วิสกี้สก็อต ภัตตาคารและร้านอาหารมากถึง 50 ร้าน สโมสร และถนนช็อปปิ้งให้ลูกค้าได้แวะพักผ่อนตามใจชอบ และจะเปิดโรงภาพยนตร์ 3 มิติอีกด้วยภายในปีนี้ผู้บริหาร กาแล็กซี เอ็นเทอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป คาดว่า คาสิโนแห่งใหม่นี้จะดึงดูดลูกค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียมากขึ้น นอกเหนือจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายล้านคนที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของคาสิโนบนเกาะมาเก๊าในขณะนี้ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจคาสิโนในมาเก๊าครั้งใหญ่ ที่มีการผูกขาดมานานสี่ทศวรรษโดยกลุ่มดั้งเดิมอย่างสแตนลี่โฮ ที่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อธุรกิจคาสิโน ที่มีจำนวนคาสิโนมากที่สุด ปัจจุบันผู้บริหารเกาะมาเก๊า ได้เปิดทางให้นักธรุกิจชาวสหรัฐและออสเตรเลีย เข้ามาลงทุนแข่งขันทางด้านธุรกิจคาสิโนนี้อย่างเสรี ซึ่งกลุ่มเก่าคงต้องปรับตัวกันอย่างหนักต่อการปลี่ยนแปลงครั้งนี้ 

 

 

 
มรดกโลก “บ้านดิน” ของชาวฮากกา

มรดกโลก “บ้านดิน” (土楼-ถู่โหลว) ของชาวจีนฮากกา

ในช่วงสงครามเย็น(Cold War- ค.ศ. 1947-1991) เป็นช่วงของการต่อสู้กันทางอุดมการณ์ระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก และเพื่อเป็นการแสดงถึงแสนยานุภาพของฝ่ายตน การแข่งขันด้านการสำรวจอวกาศและอาวุธนิวเคลียร์จึงเกิดขึ้น ในยุค 60 ของศตวรรษที่ 20 ดาวเทียมของหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้จับภาพวัตถุคล้ายปล่องปล่อยจรวดนิวเคลียร์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในเขตพื้นที่แนวเขาตอนในของมณฑลฝูเจี้ยน สร้างความตระหนกใจแก่ฝ่ายโลกตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มทำการเก็บภาพผ่านดาวเทียมของวัตถุต้องสงสัยเหล่านี้เพื่อเป็นการตรวจสอบในเชิงลึก 
                                                      
สิ่งที่นักวิจัยของหน่วยข่าวกรองสหรัฐพบก็คือ วัตถุกลมๆ ต้องสงสัยเหล่านี้ไม่มีความเป็นโลหะธาตุ ซึ่งสร้างความฉงนใจแก่นักวิจัยเป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้ภายหลังจากการเปิดประเทศจีนใหม่ๆ นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามายังเขตฝูเจี้ยนตอนใน คือ นักวิจัยจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐที่พกเอาความเคลือบแคลงใจ เดินทางมาค้นหาว่าวัตถุต้องสงสัยเหล่านี้คืออะไร

ในที่สุดการค้นหาได้สิ้นสุดลง สิ่งที่ตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้าของนักวิจัยเหล่านั้น คือ สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านดิน” (土楼-ถู่โหลว)บ้านดินเหล่านี้เป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวจีนฮากกา(จีนแคะ) หรือ客家人ซึ่งมีพื้นเพเดิมอยู่ในเขตพื้นที่แนวหุบเขาซึ่งเป็นรอยต่อของมณฑลฝูเจี้ยน เจียงซีและกว่างตง

จีนฮากกา(จีนแคะ) กับบ้านหลังใหญ่

ที่มาของ “บ้านดิน” มีความหลากหลาย โดยเรื่องเล่าที่ชาวหลงเหยียน(龙岩) พูดกันบอกต่อปากจนถึงปัจจุบัน คือ มาจากแนวความคิดในการสร้างบ้านจากแร่ทองของชาวจีนฮากกาในอำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) มณฑลฝูเจี้ยน ในราวศตวรรษที่ 10-11(ปลายราชวงศ์ถัง ต้นราชวงศ์ซ่ง) โดยชาวบ้านจะนำดินเหนียวที่มีอยู่มากในท้องที่ มาผสมเข้ากับทรายและขี้เถ้า และทำการอัดดินให้แน่นตามโครงสร้างที่ทำขึ้น ทำให้เกิดวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรง หาง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และมีสีสันประดุจ“ทอง”ต่อมาจึงเป็นที่แพร่หลายในศตวรรษที่ 13

แต่เดิม ผู้ที่สามารถสร้างบ้านลักษณะนี้ได้จะเป็นตระกูลที่ค่อนข้างมีฐานะ โดยบ้านดิน 1 หลัง คือ 1 ตระกูล ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยลูกหลานและบริวารเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็น สังคมขนาดย่อม จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กกลางหุบเขาที่มีความคึกคักไม่เป็นรองที่ใด
 
“บ้าน”ลักษณะนี้ของชาวจีนฮากกากระจายอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน กว่างตง และเจียงซี แต่สถานที่ตั้งซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านดินได้ดีที่สุด คือ อำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) และอำเภอหนานจิ้ง(南靖县) เมืองจางโจว(漳州市) ของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดชาวจีนฮากกาอย่างแท้จริง

ในส่วนของอำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) เป็นเขตที่ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนบ้านดินจำนวน 46 หลัง ทำให้เป็นมรดกโลกลำดับที่ 36 ของประเทศจีน องค์ประกอบหลักในการพิจารณา คือ บ้านดินที่ปลูกสร้างขึ้นในเขตนี้มีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่สลับซับซ้อน มีความสวยงามและแปลกตา และมีการรวมกันเป็นกลุ่มจำนวนมาก โดยบ้านดินในอำเภอหย่งติ้ง(永定县) คิดเป็นร้อยละ 70 ของบ้านดินชาวจีนฮากกาทั้งหมดในประเทศ 
            
เอกลักษณ์เด่นของ “บ้านดิน”
ที่ตั้งของบ้านดินส่วนใหญ่จะอยู่ในซอกเขาลึก โดยบ้านดินแต่ละหลังจะมีเอกลักษณ์เด่นเป็นของตัวเอง เนื่องจากมีการคำนึงถึงระบบนิเวศในการปลูกสร้างซึ่งมีความเหมาะกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง เป็นความงามที่ผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติกับอาคารที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ลักษณะภายนอกของบ้านดินมีรูปทรงตามแบบเลขาคณิตที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทรงกลม ครึ่งวงกลม(รูปตัว D) สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส ห้าเหลี่ยม แปดเหลี่ยม เหตุผลที่ทำให้บ้านดินแต่ละหลังมีรูปทรงไม่เหมือนกัน คือ สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติโดยรอบ ความสะดวกในการก่อสร้าง และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดอย่างเหมาะสม ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม บ้านดินที่มีทรงกลมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนภายนอกได้มากที่สุด สำหรับชาวจีนฮากกาแล้วรูปทรงกลมเป็นตัวแสดงถึงการรวมกลุ่ม ความสวยงาม และความสุข

          
ภายในตัวบ้านดินเปรียบเสมือนลานกว้างของห้างสรรพสินค้า โดยรอบจะเป็นห้องพักหลายห้องอยู่ติดกัน ซึ่งปริมาณของห้องก็จะแตกต่างไปตามขนาดของอาคาร บ้านดินส่วนใหญ่จะมีความสูงราว 3 – 4 ชั้น ชั้นล่างสุดจะเป็นโถงกลาง(โต๊ะหมู่บูชาบรรพบุรุษ) ที่พักรับรองแขก ยุ้งฉาง ห้องน้ำ ห้องครัว คอกไก่ และคอกหมู ฯลฯ แตกต่างกันตามประโยชน์การใช้สอยของแต่ละตระกูล นอกจากนี้บ้านดินบางแห่งยังวางโรงศพของจริงไว้ในบริเวรด้านหลังของโต๊ะหมู่บูชาบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าจะสามารถส่งผลดีต่อลูกหลานหรือคนในบ้านได้ เนื่องจากคำว่าโรงศพในภาษาจีนคือ 棺材(กวนฉาย) มีความหมายในด้านสิริมงคลคือ 升官发财(เซิงกวน ฟาฉาย) มีความหมายว่า ตำแหน่งหน้าที่เลื่อนสูงขึ้น เงินทองไหลมาเทมา
ขณะที่ ชั้นบนสุดจะเป็นห้องพักของเจ้าของบ้านและครอบครัว โดยส่วนใหญ่แล้วห้องพักเจ้าของบ้านจะเป็นห้องที่ตั้งในจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดและสามารถชมวิวทิวทัศน์รอบๆได้อย่างชัดเจน ชั้นรองลงมาเป็นที่อยู่อาศัยของข้าทาสบริวาร ช่วงที่เขตหย่งติ้งเฟื่องฟูที่สุด เคยมีผู้อยู่อาศัยในบ้านดินแห่งหนึ่งมากกว่า 800 คน ขณะที่ปัจจุบัน บ้านดินส่วนใหญ่ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างแดน ขณะที่บางแห่งยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 300 คน

สุดยอดบ้านดินของอำเภอหย่งติ้ง (永定县)เมืองหลงเหยียน(龙岩市)
บ้านดินส่วนใหญ่ล้วนแต่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือสงคราม แต่เป็นที่น่าสนใจที่บ้านดินส่วนใหญ่ต่างมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์และคงความสวยงามอยู่ บ้านดินทรงกลมในอำเภอหย่งติ้ง(永定县)มีทั้งสิ้น 360 หลัง ทรงสี่เหลี่ยมมีทั้งสิ้น 4,000 กว่าหลัง จึงขอเสนอแต่บ้านดินที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น

1. เจิ้นฝูโหลว(振福楼) เป็นบ้านดินยุคใหม่ สร้างโดยต้นตระกูลซู(苏) ผู้มั่งคั่งจากการกิจการใบยาสูบ ในปี ค.ศ.1913 บ้านดินหลังนี้มีการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปเข้ากับสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวจีนฮากกา เป็นบ้านดินที่มีทัศนียภาพโดยรอบสวยงามที่สุดเนื่องจากตั้งอยู่โดดๆ และมีลำธารขนาดใหญ่อยู่ด้านข้าง เป็นบ้านดินหลังที่ทำให้ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกหลังแรก ในปี ค.ศ.2002
2. เจิ้นเฉิงโหลว(振成楼) สร้างขึ้นโดยสองพี่น้องตระกูลหลิน(林)ในปี ค.ศ.1912 ต้นตระกูลของสองพี่น้องประสบความสำเร็จในกิจการการผลิตมีดตัดใบยาสูบ ซึ่งผูกขาดทั้งในตลาดจีนและตลาดอาเซียนในยุคนั้น บ้านดินแห่งนี้เป็นรูปแบบของคำนิยามความหรูหราตามสไตล์ชนบท
3. หรูเซิงโหลว(如升楼) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1875 เป็นบ้านดินทรงกลมที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด แต่คงความสวยงามตราบจนปัจจุบัน
4. เฉิงฉี่โหลว(承启楼) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1628 เป็นบ้านดินทรงกลมที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุด

“มรดกโลก”กับคุณค่าที่แท้จริง
บ้านดินเป็นผลิตผลจากการตกผลิตทางด้านความคิดของชาวจีนฮากกา ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยม เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชาวจีนฮากกา เฉลียวฉลาด เรียบง่าย ซื่อตรง ขยันขันแข็งและอดทน เป็นคำนิยามถึงความเป็นจีนฮากกาได้ดี ในสมัยโบราณเป็นการยากที่ชาวบ้านในบ้านดิน ซึ่งอยู่ในหุบเขาลึกเช่นนี้จะได้มีโอกาสพบเจอคนภายนอก แต่ชื่อเสียงของสินค้าประเภทของแห้ง(สินค้าเกษตร) ใบยาสูบ ฯลฯ กลับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวจีนมาเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ผลิตโดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบ้านดินแทบทั้งสิ้น

คุณค่าของบ้านดินที่มีต่อชาวฮากกาสามารถสรุปได้ คือ
1. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่ยิ่งใหญ่ของจีน เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงอารยะธรรมที่เฟื่องฟูของชาวจีนฮากกา
2. คุณค่าทางศิลปะ ความสวยงามแบบเรียบง่าย ความสมดุลระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ความประณีตในการตกแต่ง
3. คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ เป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ควรค่าแก่การศึกษา
        
เปิดประตูการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ
อำเภอหย่งติ้ง(永定县)อยู่ในหุบเขาลึกของเมืองหลงเหยียน เส้นทางการคมนาคมหนึ่งเดียวที่สามารถเข้าไปถึง คือ ทางบก นักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านดินโดยใช้รูปแบบและเส้นทางการเดินทางเหล่านี้
1. เดินทางจากสถานีรถประจำทางหูบินหนาน(湖滨南汽车站) ในเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市) มายังเมืองหย่งติ้ง(永定县)โดยตรง โดยในแต่ละวันจะมีรถวิ่งระหว่างเส้นทางเซี่ยเหมิน-หย่งติ้งราว 3-4 รอบ สนนราคาราว 70-80 หยวน แต่เมื่อถึงตัวอำเภอต้องนั่งรถโดยสารที่วิ่งตลอด 15-20 นาที หรือสามารถเลือกนั่งรับจ้างเข้าไปยังบ้านดินที่อยู่กระจายกันในพื้นที่
2. จ้างเหมารถตู้จากเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ไปได้ โดยสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 700-1,200 หยวนต่อวัน(ไม่รวมค่าทางด่วน)   
3. แพ็กเกจเที่ยวภายในวันเดียวผ่านบริษัททัวร์ในเเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ซึ่งมีสนนราคาประมาณ 200-300 หยวน
ระยะเวลาในการเดินทางจากเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ไปยังหย่งติ้ง(永定县)ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง สามารถเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับได้ภายในวันเดียว

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านดินนอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศทางฝั่งตะวันออกแล้ว นักท่องเที่ยวจากอาเซียน(ไม่ว่าจะเป็นชาวสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน) ฮ่องกง และไต้หวันก็นิยมเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความผูกพันกับ “บ้าน” หลังนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศและเขตอาณาข้างต้นมีชาวจีนฮากกาอยู่มาก ซึ่งบางส่วนก็เป็นลูกหลานของผู้สร้างบ้านดินเหล่านี้ด้วย

 
วังเวียง ถ้าเพียงแต่...

วังเวียง ถ้าเพียงแต่...

ไม่ใช่แค่เมืองเล็กๆ ระหว่างทาง แต่วังเวียงเป็นเมืองในดวงใจของหลายๆ คน
ไม่ใช่ปากเซ ปากซัน เวียงจันทน์ เชียงขวาง หรือหลวงพระบาง ที่เป็นจุดหมายในการเดินทางครั้งนี้ หากแต่เป็นการมุ่งหน้าขึ้นเหนือตามเส้นทางหมายเลข 13 โดยมีปลายทางอยู่ที่ชุมชนเล็กๆ แต่นับวันมีชื่อเสียงขจรกระจายในความเป็นเมืองน่าเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของลาว

วันนั้นขณะรอเพื่อนฝูงข้ามฝั่งจากเมืองไทยตามไปสมทบที่ท่ารถเวียงจันทน์ รถโดยสารเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าทยอยพาผู้คนออกเดินทางไปตามจุดหมายต่างๆ กว่าจะได้ฤกษ์พบเจอกันและพร้อมออกเดินทางก็ล่วงเลยเวลาเที่ยงวันไปแล้ว
ยังดีที่ วังเวียง อยู่ไม่ไกลนัก ด้วยระยะทางแค่เพียง 160 กิโลเมตรจากเวียงจันทน์ รถโดยสารน่าจะพาเราไปถึงได้ภายในชั่วระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง คาดว่าก่อนตะวันจะลับขอบฟ้าเราน่าจะเดินทางถึง
วังเวียง ถ้าเพียงแต่...	 

ผมได้ยินเสียงลือเสียงเล่าขานถึงความน่ารัก บริสุทธิ์ของธรรมชาติและชุมชนที่วังเวียงมาพอสมควรจากเพื่อนฝูงผู้ชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวในลาว จุดหมายปลายทางต่างแดนที่ไม่เหมือนอยู่ในต่างแดน ด้วยความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรมหรือระบบเงินตราที่น้อยมาก เราสามารถใช้เงินบาทไทยได้อย่างคล่องมือ ชุมชนเล็กๆ ที่มีภูมิทัศน์งดงามแปลกตาแห่งนี้เลยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของบรรดาซำเหมานักแบกเป้จากทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะมาสัมผัสกลิ่นอายของอินโดจีนอย่างใกล้ชิด

วังเวียง ถ้าเพียงแต่...
ทัศนียภาพของขุนเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อนแค่เพียงแรกเห็นเมื่อก้าวลงจากรถที่ปลายทางก็ชวนให้ตะลึงและน่าหลงใหลชนิดที่อยากจะรีบก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสอย่างชิดใกล้ให้มากกว่านี้แข่งกับแสงสุริยาที่จวนเจียนจะลับหายไปในตอนนั้น แต่เรายังมีภารกิจที่ต้องไปจับจองหาห้องพักราคาประหยัดแถวริมแม่น้ำตามที่หมายตาเอาไว้

วังเวียง ถ้าเพียงแต่...
รุ่งเช้าที่วังเวียงในเวลาที่ไปเยือน อากาศหนาวเย็นจนต้องผิงไฟที่ที่พักก่อเอาไว้ให้ร่วมกับเพื่อนๆ ต่างชาติที่ไม่รู้จักกันดี พลันที่สายตามองไปรอบๆ ก็ทำให้ได้สัมผัสกับเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่แต่เรียบง่ายน่าประทับใจอันเป็นเอกลักษณ์ของวังเวียง ความสวยใสของแม่น้ำซองที่ไหลลัดเลาะผ่านป่า ภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาลูกแล้วลูกเล่า บางจังหวะเหนือลำน้ำแห่งนี้ก็จะมีสะพานไม้เล็กๆ ทอดเอาไว้ให้ผู้คนและพาหนะจำพวกจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ได้อาศัยข้ามผ่าน เป็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายน่าจดจำ

วังเวียง ถ้าเพียงแต่...
ความที่วังเวียงอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศลาวจึงมีเทือกเขาหินปูนและถ้ำอยู่มาก การหาเวลาออกไปนอกเมืองทั้งระยะทางใกล้ๆ แค่เพียงปั่นจักรยานไปถึงหรือไกลแบบเช้าไปเย็นกลับเพื่อชมถ้ำหลายแห่ง เช่น ถ้ำจังซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุด  ถ้ำผาเผือก ถ้ำพูคำ ถ้ำผาเจ้า และถ้ำช้างจึงเป็นอีกรสชาติหนึ่งของการเยือนวังเวียง

นอกจากถ้ำและเทือกผาหินปูนสูงตระหง่านที่มองเห็นได้จากตัวเมืองแล้ว เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนทั้งใกล้ไกลอยากจะเดินทางมาชื่นชมวังเวียงน่าจะเป็นสายน้ำซอง สายน้ำเล็กๆ ที่ช่างดูเจียมเนื้อเจียมตัว ลีลาการรี่ไหลเริงร่า แต่ทว่าก็นุ่มนวลไม่เชี่ยวกรากจนน่ากลัว เปี่ยมด้วยมิตรภาพดุจหญิงสาวชาวป่าที่ซื่อใสไร้มารยา ชวนให้สัมผัสหรืออยากเดินเล่นเคลียคลอไม่รู้เบื่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาที่พักต่างขนาดหน้าตาและรูปแบบ บาร์เบียร์ ร้านอาหารจะล้วนพากันมาปักหลักหาทำเลทองดึงดูดนักเดินทางอยู่ที่ชายน้ำซองแทบทั้งนั้น บรรยากาศตรงชายน้ำของวังเวียงผ่อนคลายมากจนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชื่อเสียงด้านลบของวังเวียงในอดีตที่เป็นสวรรค์ของนักเสพกัญชาที่มุ่งหน้ามาที่นี่

วังเวียง ถ้าเพียงแต่...
การล่องห่วงยางบนลำน้ำซองเป็นกิจกรรมสำคัญของการท่องเที่ยวที่นี่ที่ใครต่อใครก็ไม่ยอมพลาดแม้อากาศและสายน้ำในตอนนั้นจะหนาวเย็นปานใดก็ตาม เมื่อล่องห่วงยางไปตามลำน้ำจนถึงชุมชนและขึ้นฝั่งเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้แห้ง ก็ได้เวลาเติมเรี่ยวแรงจากบรรดารถเข็นขายโรตีหลากรส ที่วังเวียงยังอุดมด้วยร้านอินเทอร์เน็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุความสะดวกสบายทุกรูปแบบที่พึงหาได้บนโลกใบนี้ไว้รอท่า เมื่อรัตติกาลเข้าปกคลุมก็เห็นชัดว่าวังเวียงเป็นเมืองเมืองหนึ่งของลาวที่มีแสงสีผลิบาน

สองคืนและสามวันผ่านไปด้วยความเรียบง่าย ประทับใจที่จุดหมายแห่งนี้มีให้ แต่ก็ยังรู้สึกกังขาถึงความเปลี่ยนแปลงและเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างว่องไวของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างที่นี่น่าจะดีและสวยงามตามเดิมไปนานๆ ถ้าเพียงแต่...

บ่อยครั้งเมื่อเดินทางและประสบพบเห็นเรื่องราวที่ชวนสนเท่ห์หรือภาพที่ไม่ตรงกับใจ คนเรามักจะมีคำว่า “ถ้าเพียงแต่” ห้อยท้ายเปิดเอาไว้เพื่อเติมคำแก้ตัวหรือหาเหตุผลให้ตัวเอง อนาคตของวังเวียงน่าจะดีถ้าเพียงแต่...เรามีความคาดหวังจากการเดินทางน้อยลงแต่จริงใจมากขึ้น ผมยังปรารถนาจะเห็นวันพรุ่งนี้ของวังเวียงไม่วังเวงและเอวังลงอย่างง่ายดายเหมือนเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งของบ้านเรา ผมได้แต่ส่งความปรารถนาดีออกไป

 
เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ


เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ

ก่อนหน้าเกิดสึนามิ ผมมีโอกาสไปดำดิ่งทิ้งตัวลงใต้น้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์บ้าง กองหินริเชริว กองหินแพ แต่ไม่บ่อยครั้งเท่าที่หมู่เกาะสิมิลัน
ที่หมู่เกาะสุรินทร์ แค่เอาหน้าจุ่มลงไปใต้ผิวน้ำ ไม่ต้องมีเครื่องเคราอุปกรณ์ดำน้ำลึกให้เกะกะ สวรรค์ใต้ผืนน้ำก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ที่นี่จึงขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่สุดยอดของบ้านเรา น้ำทะเลใสราวตู้ปลา ปะการังใต้ทะเลส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มปะการังโครงสร้างแข็ง เช่นพวกเขากวาง ปะการังโต๊ะ กลุ่มผักกาด หรือพวกโขดทั้งหลาย จะสมบูรณ์มาก ไม่อาจเรียกว่าแนวปะการัง แต่ควรเรียกว่า "ป่าปะการัง" มากกว่า เพราะปะการังจะเป็นพรืดเหมือนสนามหญ้า มองเห็นใต้น้ำจนสุดตา

เมื่อมีปะการังก็ย่อมมีปลา ปลาน้อยใหญ่หากินกันตามแนวปะการัง เสียงปลานกแก้วตอดกินปะการังได้ยินจากใต้น้ำชัดเจน แม้แนวปะการังจะตื้นแต่ก็เห็นกุ้งมังกรหนวดยาวซ่อนตัวตามโพรงปะการัง ปลาไหลมอร์เรย์โผล่หัวออกมาจากซอกกองหินอ้าปากพะงาบๆ ฯลฯ เหล่านี้คือประสบการณ์ที่สุดประทับใจ

เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ
แต่หลังจากสึนามิ ผมไม่มีโอกาสได้ไปเยือนหมู่เกาะสุรินทร์อีกเลย ได้แต่ถามไถ่จากมิตรสหายว่าสภาพปะการังเป็นอย่างไรบ้าง ลำพังปะการังน้ำลึกผมไม่ค่อยห่วง แต่ปะการังน้ำตื้นคงมีผลกระทบเหมือนกัน แต่อะไรก็ไม่หนักหนาเท่ากับการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ที่เป็นผลมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น แล้วตัวปะการังที่อยู่ในช่องเล็กๆ ในโครงสร้างหินปูนทั้งหลายก็จะตาย ยิ่งร้อนนาน ยิ่งตายมาก เหลือแต่โครงสร้างหินปูนสีขาว

นานเข้าก็จะมีตะไคร่มีตะกอนมาเกาะเป็นสีดำไปในที่สุด ซึ่งในแวดวงคนดำน้ำหรือคนที่สนใจเรื่องทางทะเลรับรู้ปรากฏการณ์นี้กันมานานแล้ว พูดตามตรงว่าสำหรับเรื่องนี้ เราทำอะไรแทบไม่ได้เลย เหมือนต้องศิโรราบต่อปัญหานี้ก็ว่าได้ จนกระทั่งกรมอุทยานฯมีคำสั่งปิดบางส่วนของเกาะต่างๆ ทางทะเลอันดามัน รวมทั้งหมู่เกาะสุรินทร์ด้วย

เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ
สิ่งหนึ่งที่ตามมาทันทีคือ บรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลทั้งหลาย ทั้งกิจการดำน้ำ เรือทัวร์ แม้กระทั่งโรงแรมที่พัก ได้รับผลกระทบกันถ้วนทั่ว   เรียกว่าปีนี้ภาคใต้โดนไปหนัก ตั้งแต่น้ำท่วมอย่างยืดเยื้อ โดนลมปากของหมอดูว่าจะเกิดสึนามิ นี่ยังไม่นับรวมความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ยังคงระอุอยู่  เพียงแค่นี้ก็แทบปิดฝาโลงเรื่องท่องเที่ยวภาคใต้ได้แล้ว อันนี้ก็เห็นใจอยู่

ต้องยอมรับกันว่าผู้ประกอบการเองก็มีส่วนทำร้ายทะเล ไม่ว่าจะเป็นการแอบดำน้ำลงไปน็อคปลาสวยงาม รวมทั้งปะการังอ่อนทั้งหลายส่งขายกรุงเทพ   การให้อาหารปลา การส่งเสริมการขายอาหารปลาแก่นักท่องเที่ยว  การทิ้งสมอนอกเขตทุ่น การแอบปล่อยน้ำเสียจากเรือ บางทีเลวร้ายแอบปล่อยน้ำมันเครื่องลงทะเลก็มี

เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ
ส่วนผู้ประกอบการดำน้ำก็แย่งกัน สอนนักดำน้ำ 3 วัน แล้วขายทัวร์ดำน้ำให้นักเรียนใหม่เลย ลงไปใต้น้ำ ปลายตีนกบก็ไปปาดปะการังอ่อน ดอกไม้ทะเล เคยเห็นนักดำน้ำมือใหม่ลงไปนั่งทับกองปะการังเพราะยังปรับสภาพสมดุลใต้น้ำไม่เก่ง เรือดำน้ำสิบๆ ลำ ปล่อยนักดำน้ำลงจุดเดียวทั้งหมด เรียกว่ามองไปใต้น้ำเห็นแต่นักดำน้ำเกลื่อนไปหมด แล้วก็มักจัดโปรแกรมแบบเรียกแขกวันเดียวดำกันตั้ง 5 ไดรฟ์ กลางคืนยังลงดำเลย ยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่ผู้ประกอบการณ์เองก็เป็นผู้ลงมือทำ "ปู้ยี่ปู้ยำทะเล" เรียกว่าตอนนั้น "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" จริงๆ

พอกรมอุทยานฯประกาศปิดเกาะ ผมจึงทั้งเห็นใจและสาแก่ใจอยู่บ้าง แต่เอาเถอะเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ป่วยการจะมาว่ากัน เราไม่อาจทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงเองได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบที่เกิดจากการกระทำของเราได้ วันนี้คงต้องช่วยกันจริงๆ ไม่ต้องมาเรียกร้องให้ทางรัฐทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้

เกาะสุรินทร์...เมื่อสิ้นคำสั่งปิดเกาะ
ท่านต้องรวมตัวกันแล้วทำเพื่อทะเลจริงๆ เสียที เห็นว่ามีเรือประมงแอบลากปลาในเขตที่ปิดเกาะ ท่านก็ต้องเอาธุระ ไปแจ้งไปตามเจ้าหน้าที่มาจับ กัดให้ติดแบบกลุ่มกรีนพีซที่เขาขัดขวางการล่าวาฬของญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่โทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนเขาจะมาทำอะไรหรือไม่ก็หมดธุระ แค่นั้นไม่ได้  ต้องทำอะไรมากกว่าการมาเรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ เพราะนั่นจะพิสูจน์ว่าท่านเอาใจใส่หม้อข้าวท่านจริงหรือเปล่า

ส่วนนักท่องเที่ยวแบบเราๆ ท่านๆ แม้จะมีบางส่วนที่เขาปิดเพื่อทดลองดูการฟื้นตัวของปะการัง แต่ก็ยังมีหลายส่วนที่ยังคงความงามไม่เสื่อมคลาย  อย่างที่หมู่เกาะสุรินทร์ที่ผมได้มีโอกาสลงไปดูสภาพใต้ทะเลเร็วๆ นี้ ปะการังหลายๆ ที่อย่างอ่าวสับปะรด อ่าวผักกาด หินแพ ปะการังมีลักษณะ หัก พัง แบบราพณาสูรมาตั้งแต่คราวสึนามิ แต่น้ำทะเลที่ใสจึงยังมีปลาทะเลน้อยใหญ่มาให้เห็น แม้ไม่มากดั่งแต่ก่อน ใต้น้ำอาจจะด้อยลงไปบ้างแต่สภาพทิวทัศน์ หาดทรายที่สวยงาม สะอาด ยังเป็นมนต์เสน่ห์ของหมู่เกาะสุรินทร์

ทั้งที่อ่าวช่องขาด หรือที่อ่าวไม้งาม แม้จะเป็นวันธรรมดาก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวหนาตา ฝรั่งมังค่ามากางเต็นท์กันเป็นเดือนเพราะหลงใหลทะเลบ้านเรา  แม้ใต้ทะเลจะถูกปิดบางส่วน แต่ความเป็นหมู่เกาะสุรินทร์ยังคงสวยงาม ไม่ผิดหวัง ยังคงขายได้และยังน่าไปเยือนอยู่เสมอ  มีโอกาสลองไปดูครับ แล้วจะภาคภูมิใจกับประเทศชาติของเรา

อย่าไปจมปลักกับสิ่งที่มันผ่านมาแล้ว โดยเฉพาะกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ให้มองไปข้างหน้า แล้วเอาปรากฏการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียนว่าต่อไป  เราจะใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างทะนุถนอม ไม่ใช่เป็นลักษณะ “ทึ้ง” ทะเลอย่างที่เคยเป็นมา เรียกร้องคนอื่นให้น้อยลง เรียกร้องตัวเองให้มากขึ้น และอย่าดูดายคิดว่าธุระไม่ใช่ เพราะบทเรียนครั้งนี้มันสอนอะไรหลายๆ อย่างให้เราแล้ว

ส่วนคนที่มีหน้าที่ฟื้นฟูก็เร่งทำและทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่หาเรื่องเอางบประมาณมายังชีพเล่น มีโอกาสได้ทำแล้วก็ฝากชื่อให้แผ่นดินเถอะครับ ทำดีให้ที่อื่นๆ ยังทำได้ ที่นี่บ้านเรา...ประเทศเรานะครับ

 
ตามทางรัก คู่ราชวงศ์


ตามทางรัก คู่ราชวงศ์
อาทิตย์นี้เรายังเกาะติดคู่รักราชวงศ์ เจ้าชายวิลเลียม แห่งเกาะอังกฤษและพระคู่หมั้น เคท มิดเดิลตัน ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรส ณ มหานครลอนดอนในวันที่ 29 เมษายน
การประกาศหมั้นและการกำหนดวันอภิเษกสมรสเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว สร้างกระแสฟีเวอร์ไปทั่วโลก คาดกันว่ากว่าจะถึงเมษายน “พิธีอภิเษกสมรสแห่งศตวรรษ” จะสามารถสร้างรายได้ให้อังกฤษมากกว่า 620 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ธุรกิจหนึ่งที่ผุดขึ้นมาเพื่อรับกระแสฟีเวอร์นี้คือ ทัวร์ย้อนรอยไปสถานที่แห่งความทรงจำของทั้งสอง แต่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ เรื่องราวความเป็นมาของเคท ว่าที่เจ้าสาวและเจ้าหญิง

ทัวร์เจ้าหนึ่งจัดขึ้นที่เมืองบัคเคิลเบอรี บ้านเกิดของเธอที่อยู่ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

ทัวร์นี้จัดให้ไปดูบ้านที่เธอเกิดและอาศัย โรงเรียนที่เธอเรียนและบรรยากาศภายในหมู่บ้านที่เธออยู่

ชาร์เมียน กริฟฟิธส์ วัย 72 ซึ่งมีประสบการณ์นำทัวร์กว่า 10 ปี เป็นหัวหน้าทัวร์ ค่าทัวร์นี้ประมาณ 500 บาท เธอเริ่มทัวร์ด้วยการโชว์รูปของเจ้าชายวิลเลียมและพระคู่หมั้น พร้อมประกาศว่า “ทั้งสองคือสาเหตุที่นำเรามาที่นี่” กริฟฟิธส์ เล่าว่า จริงๆ แล้วชื่อของพระคู่หมั้นคือ แคเธอรีน ส่วนชื่อ เคท นั้นเป็นชื่อเล่นที่เรียกกันในบรรดาคนในครอบครัวและญาติสนิทเท่านั้น

ตามทางรัก คู่ราชวงศ์
รถบัสพาลูกทัวร์มาที่โรงเรียนประถมเซนต์แอนดรูส์ เธอเล่าว่า พระคู่หมั้นเรียนที่นี่ตอนเป็นเด็ก แต่รถแค่ผ่าน แวะไม่ได้เพราะเป็นที่ของเอกชน หลังจากนั้นทัวร์ก็พาดูรอบๆ เมือง และแวะจอดที่ผับโอลด์บูทที่เจ้าชายวิลเลียมและเคทแวะเข้าไปเกือบทุกครั้งที่มาที่เมืองนี้ (นายนิค วัตส์ เจ้าของผับนี้ได้รับเชิญเป็นแขกในงานพิธีอภิเษกสมรสด้วย)

หลังจากนั้นกริฟฟิธส์ก็พาลูกทัวร์ไปที่โบสถ์เซนต์แอนดรูส์ที่เคทเข้าพิธีรับศีลมหาสนิท และผ่านบ้านของครอบครัวมิดเดิลตัน “มองทางขวาของพวกท่านไว้นะคะ แล้วมองผ่านแนวต้นโอคไปก็จะเห็นบ้านขนาด 5 ห้องนอนของพระคู่หมั้นค่ะ”

ตามทางรัก คู่ราชวงศ์
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่บรรดาแฟนคลับของคู่รักราชวงศ์หาโอกาสจะไปคือ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ ที่ที่ความรักของทั้งสองเริ่มต้น ทั้งคู่ศึกษาที่นี่และพบกันระหว่างปี 2544 และ 2548 มหาวิทยาลัยนี้อยู่ในเมืองฟิเฟทางตะวันออกของสกอตแลนด์และเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสกอตแลนด์ด้วย

ราเชล แฮนด์เร็ตตี บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเซนต์ของมหาวิทยาลัย เล่าว่า พิธีอภิเษกสมรสของศิษย์เก่าคนดัง ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวอย่างมาก ก่อนหน้านี้เมืองฟิเฟเป็นสวรรค์ของนักกอล์ฟเพราะมีสนามกอล์ฟระดับโลกมากมาย แต่จากนี้ไป มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กับเมืองนี้ได้อย่างดี

ตามทางรัก คู่ราชวงศ์
ทัวร์ย้อนรอยรักของคู่หมั้นราชวงศ์ไม่ได้พาไปแต่ที่ที่ความรักสุขสมหวังเท่านั้น แต่ยังพาไปที่ที่ความรักมีปัญหาก่อนที่จะจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งอย่างนี้ บริษัทเซเลบริตี้ แพลเน็ต ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอนเกาะกระแสฟีเวอร์ด้วย โดยจัดทัวร์ระยะเวลา 2 ชั่วโมง เริ่มต้นที่จิ๊กซอว์ ร้านสาขาของธุรกิจเสื้อผ้าชื่อดังของอังกฤษ เคททำงานที่นี่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อเมื่อปี 2550

ฮานา อูเมสซาวา ไกด์ของทัวร์นี้เล่าว่า ในช่วงที่ทำงานที่นี่ ความรักระหว่างทั้งสองประสบปัญหาอย่างมาก ข่าวซุบซิบอ้างว่า เจ้าชายวิลเลียมบอกเลิกกับแฟนสาวเพราะยังไม่อยากแต่งงานหลังจากเป็นแฟนกันมานาน

“เจ้าชายวิลเลียมโทรมาหาเคทและบอกเลิกกับเธอตอนที่เธอทำงานที่นี่ เธอเสียใจมากและร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ” ไกด์เล่า ทัวร์นี้ยังพาไปดูไนต์คลับมาฮิกิ ที่ชุมนุมของคนดังๆ ลูกหลานเศรษฐี ข่าวเล่าว่า หลังจากบอกเลิกกับเคท เจ้าชายเศร้าเสียใจอย่างมากหลังบอกเลิกกับเคทจึงมาเที่ยวที่นี่ และจ่ายเงินในคืนนั้นไปถึง 550,000 บาทเลยทีเดียว

หลังจากนั้นทัวร์นี้จะพาไปที่วังเซนต์เจมส์ ที่อยู่ของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮรี พระอนุชา และไปที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรส นอกจากนี้ยังพาไปที่ร้านเพชรการ์ราต เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระบิดาของเจ้าชายวิลเลียมทรงซื้อแหวนหมั้นแซฟไฟต์ล้อมเพชรให้กับเลดี้ ไดอานา สเปนเซอร์ (ขณะนั้น) พระคู่หมั้นที่ร้านนี้ เจ้าชายวิลเลียมใช้แหวนวงเดียวกันหมั้นเคท

ทัวร์นี้ราคา 15 ปอนด์ แต่ถ้าใครไม่อยากเดินก็มีรถบริการโดยค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 120 ปอนด์”
...........................

ที่มา : เว็บไซต์ มิเรอร์ บีบีซี และพีเพิล

 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 4

Group Reference

แพ็คเกจท่องเที่ยว

เที่ยวทั่วโลก ทัวร์เมืองจีน ไทยเที่ยวไทย

เกาหลีใต้
ใต้หวัน
เวียดนาม
ลาว
อียิป
พม่า
อินโดนีเซีย
ออสเตเรีย
ญี่ปุ่น
สิงคโปร์

คุณหมิง
เซี้ยงไฮ้
เฉินตู
ฮ่องกง
มาเก๊า
จางเจียเจี้ย
กุ้ยหลิน
ฮาร์บิ้น
ปักกิ่ง
คานาสือ

ทัวร์ภาคเหนือ
ทัวร์ภาคใต้
ทัวร์ภาคอีสาน
ล่องแก่งเดินป่า

ติดต่อเรา

บริษัท เอ็กซ์ตร้า ฮอลิเดย์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02 917 3490 แฟกซ์:  02 917 3478
มือถือ : 08 5338 5097 , 08 6789 9356
อีเมลล์ : info@extraholidaysthailand.com

ติดต่อสอบถามรายการท่องเที่ยวและสอบถามข้อมูล
ท่องเที่ยวและบริการอื่นๆของทางบริษัทได้น่ะค่ะ 
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/05732
ติดต่อเราเพิ่มเติมได้ที่..

Facebook    Youtube

Twitter