|

อุทยานแห่งชาติหวงหลงหรือมังกรเหลือง (黄龙 Huánglóng) แหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ อยู่ในอำเภอซงพันในเขตปกครองตนเองของชนเผ่าทิเบตอาป้าและเผ่าเชียง ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ของจีนติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,340 ตารางกิโลเมตร บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 5,588 เมตร "หวงหลง" ถือเป็นภูมิทัศน์เอกของอุทยานแห่งนี้ จากยอดเขาเสวี่ยเป๋าติ่ง ด้วยความสูง 5,588 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งนี้ ธารน้ำแข็งไหลผ่านแนวสันเขาหินปะการังสีทองลงมา กลายเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ เมื่อถึงไหล่เขา ณ ความสูงราว 3,100 –3,600 เมตรได้กลับมารวมกันที่โตรกธารหวงหลงอีกครั้ง เกิดเป็นสระมรกตหลากสีสันกว่า 3,000 สระ บ้างมีขนาดใหญ่โตนับพันตารางเมตร บ้างก็มีขนาดเพียงไม่กี่ตารางเมตร บ้างลึกบ้างตื้นทับซ้อนกัน เป็นระยะทางกว่า 3.6 กิโลเมตร เมื่อแหงนมองขึ้นไปก็จะเห็น‘มังกรเหลือง’ที่ลดเลี้ยวขึ้นสู่หมู่เมฆบนยอดเขา หิมะ และเมื่อก้มมองเบื้องล่างก็จะพบกับ "สระสวรรค์ในแดนดิน" ทอดตัวอย่างสงบท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้
"หวง หลง" นั้นหมายถึง "มังกรเหลือง" มาจากชื่อของ "วัดหวงหลง" ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาของอุทยาน หรือในอีกความหมายหนึ่งนั่นคือ เมื่อเรามองจากสูงลงมายังลำธารลำธารสายนี้แล้ว จะแลประดุจเป็นรูปตัวมังกรสีเหลือง (จากสีของผลึกแคลเซียมที่ใต้พื้นแอ่ง) ที่กำลังคะนองฤทธิ์เลื้อยลดคดส่วนหัวและหางผ่านเข้าไปในขุนเขาและป่าทึบ ส่วนลำตัวนั้นมลังเมลืองเป็นแอ่งน้ำน้อยใหญ่นับพันแห่ง ทอดเงาฉายสะท้อนเป็นประกายขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเป็นยิ่งนัก
หวงหลงมีธรรมชาติอันเป็นสุดยอดอยู่สี่ประการ นั่นคือ แอ่งธารา ขุนเขาหิมะ หุบโตรกธาร และป่าอันเขียวครึ้ม มีเนื้อที่โดยรอบประมาณ 700 ตารางกิโลเมตร ธรรมชาติของหวงหลงเป็นลำธารน้ำใสไหลผ่านแอ่งธาราแต่ละชั้น นับได้จำนวนถึงกว่า 3,000 แอ่ง ลดหลั่นลงมาตามความสูงต่ำของลำธาร ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งเมื่อยามต้องแสงแดดจะส่องสะท้อนใต้ท้องธารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ออกมาเป็นหลากสีสันได้อย่างเหลือเชื่อ เช่น สีเขียวอ่อน สีน้ำเงินใส สีแดงระเรื่อ หรือสีเหลืองนวล จึงทำให้อุทยานแห่งนี้ได้รับในอีกสมญานามว่า "แอ่งธาราแห่งสวรรค์" หรือ หรินเจียนเหยาฉือ (Ren Jian Yao Chi)
การมาเที่ยวชมอุทยานหวงหลงจะต่างกับที่จิ่วไจ้ โกว เพราะนักท่องเที่ยวจะถูกให้บังคับเดินตามทางเดินไม้ที่กว้างราว 2 เมตรนับตั้งแต่ปากประตูทางเข้าในส่วนหางของมังกร ไปจนจรดสิ้นสุดที่สระดอกไม้หมุนวน ณ หัวของมังกรที่ห่างกันยาว 3.6 กิโลเมตร ตามความยาวของลำธารที่ไหลรินลงมาจากภูเขา การเข้าชมอุทยานหวงหลงมีกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดโดยห้ามสูบบุหรี่ ห้ามนำอาหารเข้ามารับประทาน หรือแม้กระทั่งส่งเสียงดังรบกวนธรรมชาติและผู้เข้าชม

เมื่อเดินเข้ามาได้ราวไม่กี่ร้อยเมตร ทุกคนก็ต้องหยุดตะลึงและถ่ายภาพกับความงามของ สระต้อนรับแขก (หยิงปิงไฉ่ฉือ Yin Bing Cai Chi) ที่เป็นแอ่งน้ำใหญ่น้อยเรียงตามชั้นเชิง น้ำในแอ่งบ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีฟ้า ใสดุจแอ่งธาราแห่งสวรรค์ปานสมญาที่ถูกขนานนามไว้เลยทีเดียว
ระหว่างเดินไปตามทาง สองข้างกายเราจะแวดล้อมไปด้วยป่าสนสลับกับไม้ผลัดใบเป็นสีเหลือง กับยอดของขุนเขาหิมะมรกต (ยวี่เชว่ยเฟิง Yu Cui Feng) ที่มียอดอันสูงชันถึง ๕,๑๐๖ เมตรติดตามเราไปในทุกที่ เพื่อช่วยร่วมขับธรรมชาติของธารน้ำให้ยิ่งดูสวยสดขึ้น ตลอดทางจะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาใช้คีมคอยหนีบเก็บขยะ จนแทบไม่มีเหลือให้เห็น พร้อมคอยตรวจตราและตักเตือนผู้มาเยือน ห้ามนำเท้าลงไปสัมผัสพื้นผิวของลำธารน้ำตกหรือขอบแอ่งน้ำเป็นอันขาด !
ขึ้นไปอีกไม่กี่สิบก้าวก็จะถึง น้ำตกถ้ำล้างตัว (สี่เซินต้ง Xi Shen Dong) อันเป็นโพรงถ้ำขนาดเล็ก มีความสูงราว ๑ เมตรและกว้าง ๑.๕ เมตรอยู่กลางน้ำตก ชาวทิเบตร่ำลือกันมาว่า เป็นถ้ำล้างตัวของเทวดา และเชื่อกันว่า ถ้าสตรีนางใดผู้ยังไม่มีบุตร ได้เข้าไปอาบน้ำในถ้ำแห่งนี้ ก็จะได้อภิชาตบุตรมาเชยชมให้สมดังความปรารถนาได้ ?!
หลายคนตัดใจนั่งพักอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้เพื่อ ดื่มด่ำกับความงามอันมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ส่วนผมนั้นยังคงเดินหน้าต่อ บนระหว่างทางเห็น ธารน้ำตกทรายทอง (จินซาผู่ตี้ Jin Sha Pu Di) ไหลเลาะเคียงคู่เราไปตลอดทางเดินขึ้นเขายาวกว่าครึ่งกิโลเมตร แล้วผมก็มาหยุดลง ณ จุดที่เรียกว่า สระน้ำสะท้อนเงา (หมิงจิ้งเต่ายิ่งฉือ Ming Jing Dao Ying Chi) ซึ่งมีอยู่หลายสระในบริเวณเดียวกัน สะท้อนเงาของขุนเขาแต่ละด้านได้ลงอย่างลงตัวเหมาะเจาะ จนยากจะแยกแยะภาพจริงภาพลวงได้อย่างมิน่าเชื่อสายตา... จนผมต้องยอมสยบยกความงามอันเป็นที่สุดของหวงหลงให้ไว้ ณ ที่นี่
หากใครยังมานะที่จะเดินขึ้นเขาตามเส้นทางนี้ต่อ ไปอีกราวหนึ่งกิโลเมตร ก็จะไปถึง สระน้ำห้าสีและสระดอกไม้หมุนวน ซึ่งอยู่บนปลายสุดของเส้นทางเดิน ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้ว มักจะไปไม่ถึง ด้วยมิเพียงแต่เพราะความเหนื่อยล้าจากมวลอากาศอันเบาบาง และระยะทางเดินขึ้นเขามาไกลกว่า 2 กิโลเมตรครึ่งแล้วเท่านั้น หากแต่ยังถูกอานุภาพแห่งความงามของแอ่งชั้นน้ำตกต่าง ๆ ที่ผ่านมาเข้าครองใจไว้เสียก่อน...
|