|

แชงกรีลา คือสถานที่ในตำนานซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง ชื่อนี้ได้มาจากนวนิยายที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1933 ของเจมส์ ฮิลตัน เรื่อง ลับฟ้าปลายฝัน (Lost Horizon) อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เดินทางมาพบกับวัดในอุดมคติชื่อแชงกรีลา ณ ดินแดนรกร้างห่างไกลของทิเบต อารามแชงกรีลามีพระสงฆ์จำวัดอยู่กว่า 50 รูป จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทุกรูปล้วนมุ่งมั่นในการศึกษาด้านจิตวิญญาณ ที่นี่จึงเป็นศูนย์รวมปัญญาของมนุษยชาติ
ว่ากันว่าฮิลตันได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการสร้างแชงกรีลามาจากข้อเขียนของนักพฤกษศาสตร์นามโจเซฟ ร็อก ผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการสำรวจ และการผจญภัยในมณฑลยูนนานอันห่างไกลไปจนถึงทิเบต และที่อื่นๆ ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นอกจากนี้ ฮิลตันยังอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ ศัมภาลา (Shambhala) หรือสรวงสวรรค์บนแดนดินตามคติพุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้คนปลอดพ้นจากความฉ้อฉล และความโลภโมโทสันของโลกภายนอก
แม้ว่าปัจจุบันแทบจะไม่มีคนอ่านนวนิยายเรื่องนี้กันแล้ว แต่คำว่าแชงกรีลาและสิ่งที่คำคำนี้สื่อถึง นั่นคือ สถานที่สุดปลายฟ้าอันงดงาม และความเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของโลกมาช้านาน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนวนิยายว่าด้วยยูโทเปียหรือดินแดนในอุดมคติเล่มอื่นๆ เช่นกัน กล่าวคือเนื้อเรื่องแทบไม่ได้กล่าวถึงความทุกข์ยากหรือธรรมชาติด้านลบของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความอิจฉาริษยา ราคะ โลภะ และความทะเยอทะยาน จึงทำให้ภาพรวมของหนังสือและแก่นเรื่องอันได้แก่แชงกรีลา ดูเรียบง่ายเกินไป และช่างตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของเมืองที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า แชงกรีลาในปัจจุบัน
ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อว่าแชงกรีลานั้น เมืองนี้มีชื่อเดิมว่าจงเตี้ยน เป็นเมืองบนเส้นทางการค้าที่ระดับความสูง 3,160 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกลุ่มโกรกธารที่ลึกและตระการตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดนับพบของแม่น้ำอันยิ่งใหญ่สามสาย ได้แก่ แยงซีเกียง โขง และสาละวิน นี่คือภูมิภาคอันห่างไกลที่ร็อกเคยสำรวจในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930
ทว่าหลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปนับจากนั้น เริ่มจากการทำไม้เพื่อการค้าขนาดใหญ่ที่เปิดฉากขึ้นในทศวรรษ 1950 พอถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 รายได้กว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่แถบนี้ได้มาจากอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เมื่อถึงปี 1998 การตัดไม้เกินขนาดในบริเวณลุ่มน้ำแยงซีเกียงมีส่วนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ รัฐบาลจีนจึงประกาศยกเลิกสัมปทาน การทำไม้เพื่อการค้าทุกชนิดในภูมิภาคแห่งนี้ เมืองจงเตี้ยนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดการลงทุนและการค้า ด้วยการหันไปหาการท่องเที่ยวแทน โดยใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและทำเลที่อยู่ใกล้ภูมิประเทศอันตระการตา
พอถึงปี 2001 หลังจากวิ่งเต้นอยู่นาน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองจงเตี้ยนก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในกรุงปักกิ่งให้ตั้งชื่อเมือง และเทศมณฑลใหม่ว่าแชงกรีลา ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เด็ดทางการตลาดเลยทีเดียว แต่ความสำเร็จขั้นสูงสุดของกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาถึงในปี 2003 เมื่อองค์การสหประชาชาติให้การรับรองความหลากหลายทางชีวภาพอันแสนมหัศจรรย์ ในเขตโกรกธารรอบๆ และประกาศให้ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งมรดกโลกเขตสามแม่น้ำไหลเคียง (Three Parallel Rivers World Heritage Site) และแล้วแชงกรีลาหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งใหม่ของนักเดินทางชาวจีนไปโดยปริยาย
รายงานของสหประชาชาติกล่าวถึงเขตสามแม่น้ำไหลเคียงว่าเป็น "ศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของจีน" โดยมีพรรณพืชและพรรณสัตว์มากมายหลายชนิด อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่ต่างกันสุดขั้วยังเกื้อกูลต่อชาติพันธุ์มนุษย์ที่แตกต่างหลากหลายอีกด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ถูกแม่น้ำซึ่งมิอาจข้ามผ่าน และขุนเขาสูงตระหง่านขวางกั้นไม่ให้ติดต่อถึงกัน ได้พัฒนาภาษาและประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของตนขึ้นมา ทว่าเป็นเรื่องน่าขันที่กฎบัตรเขตสามแม่น้ำไหลเคียงกลับมุ่งพิทักษ์แต่พื้นที่รอบๆ โดยมิได้รวมตัวแม่น้ำไว้ด้วย เหตุผลประการหนึ่งก็คือ ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเลียบแม่น้ำส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ นอกจากนี้ การไม่รวมแม่น้ำไว้ในกฎบัตร ยังมีเป้าประสงค์อีกประการหนึ่งคือ เพื่อตอบสนองความกระหายพลังงานของจีน ที่ซึ่งพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศร้อยละ 80 ได้มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เนื่องจากถ่านหินเป็นพลังงานสกปรก ขณะที่พลังน้ำสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของประเทศ จึงมีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนตลอดแนวแม่น้ำทั้งสามสายเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง





|