Extraholidays.net

The Professional Travel Agency

ทริปที่ผ่านมา
อุทยานแห่งชาติหวงหลง

อุทยานแห่งชาติหวงหลงหรือมังกรเหลือง  (黄龙 Huánglóng) แหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ อยู่ในอำเภอซงพันในเขตปกครองตนเองของชนเผ่าทิเบตอาป้าและเผ่าเชียง ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ของจีนติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,340 ตารางกิโลเมตร บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 5,588 เมตร "หวงหลง" ถือเป็นภูมิทัศน์เอกของอุทยานแห่งนี้ จากยอดเขาเสวี่ยเป๋าติ่ง ด้วยความสูง 5,588 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งนี้ ธารน้ำแข็งไหลผ่านแนวสันเขาหินปะการังสีทองลงมา กลายเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ เมื่อถึงไหล่เขา ณ ความสูงราว 3,100 –3,600 เมตรได้กลับมารวมกันที่โตรกธารหวงหลงอีกครั้ง เกิดเป็นสระมรกตหลากสีสันกว่า 3,000 สระ บ้างมีขนาดใหญ่โตนับพันตารางเมตร บ้างก็มีขนาดเพียงไม่กี่ตารางเมตร บ้างลึกบ้างตื้นทับซ้อนกัน เป็นระยะทางกว่า 3.6 กิโลเมตร เมื่อแหงนมองขึ้นไปก็จะเห็น‘มังกรเหลือง’ที่ลดเลี้ยวขึ้นสู่หมู่เมฆบนยอดเขา หิมะ และเมื่อก้มมองเบื้องล่างก็จะพบกับ "สระสวรรค์ในแดนดิน" ทอดตัวอย่างสงบท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้

"หวง หลง" นั้นหมายถึง "มังกรเหลือง" มาจากชื่อของ "วัดหวงหลง" ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาของอุทยาน หรือในอีกความหมายหนึ่งนั่นคือ เมื่อเรามองจากสูงลงมายังลำธารลำธารสายนี้แล้ว จะแลประดุจเป็นรูปตัวมังกรสีเหลือง (จากสีของผลึกแคลเซียมที่ใต้พื้นแอ่ง) ที่กำลังคะนองฤทธิ์เลื้อยลดคดส่วนหัวและหางผ่านเข้าไปในขุนเขาและป่าทึบ ส่วนลำตัวนั้นมลังเมลืองเป็นแอ่งน้ำน้อยใหญ่นับพันแห่ง ทอดเงาฉายสะท้อนเป็นประกายขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเป็นยิ่งนัก

หวงหลงมีธรรมชาติอันเป็นสุดยอดอยู่สี่ประการ นั่นคือ แอ่งธารา ขุนเขาหิมะ หุบโตรกธาร และป่าอันเขียวครึ้ม มีเนื้อที่โดยรอบประมาณ 700 ตารางกิโลเมตร ธรรมชาติของหวงหลงเป็นลำธารน้ำใสไหลผ่านแอ่งธาราแต่ละชั้น นับได้จำนวนถึงกว่า 3,000 แอ่ง ลดหลั่นลงมาตามความสูงต่ำของลำธาร ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งเมื่อยามต้องแสงแดดจะส่องสะท้อนใต้ท้องธารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ออกมาเป็นหลากสีสันได้อย่างเหลือเชื่อ เช่น สีเขียวอ่อน สีน้ำเงินใส สีแดงระเรื่อ หรือสีเหลืองนวล จึงทำให้อุทยานแห่งนี้ได้รับในอีกสมญานามว่า "แอ่งธาราแห่งสวรรค์" หรือ หรินเจียนเหยาฉือ (Ren Jian Yao Chi)

การมาเที่ยวชมอุทยานหวงหลงจะต่างกับที่จิ่วไจ้ โกว เพราะนักท่องเที่ยวจะถูกให้บังคับเดินตามทางเดินไม้ที่กว้างราว 2 เมตรนับตั้งแต่ปากประตูทางเข้าในส่วนหางของมังกร ไปจนจรดสิ้นสุดที่สระดอกไม้หมุนวน ณ หัวของมังกรที่ห่างกันยาว 3.6 กิโลเมตร ตามความยาวของลำธารที่ไหลรินลงมาจากภูเขา การเข้าชมอุทยานหวงหลงมีกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดโดยห้ามสูบบุหรี่ ห้ามนำอาหารเข้ามารับประทาน หรือแม้กระทั่งส่งเสียงดังรบกวนธรรมชาติและผู้เข้าชม

จิ่วจ้ายโกว

เมื่อเดินเข้ามาได้ราวไม่กี่ร้อยเมตร ทุกคนก็ต้องหยุดตะลึงและถ่ายภาพกับความงามของ สระต้อนรับแขก (หยิงปิงไฉ่ฉือ Yin Bing Cai Chi) ที่เป็นแอ่งน้ำใหญ่น้อยเรียงตามชั้นเชิง น้ำในแอ่งบ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีฟ้า ใสดุจแอ่งธาราแห่งสวรรค์ปานสมญาที่ถูกขนานนามไว้เลยทีเดียว

ระหว่างเดินไปตามทาง สองข้างกายเราจะแวดล้อมไปด้วยป่าสนสลับกับไม้ผลัดใบเป็นสีเหลือง กับยอดของขุนเขาหิมะมรกต (ยวี่เชว่ยเฟิง Yu Cui Feng) ที่มียอดอันสูงชันถึง ๕,๑๐๖ เมตรติดตามเราไปในทุกที่ เพื่อช่วยร่วมขับธรรมชาติของธารน้ำให้ยิ่งดูสวยสดขึ้น ตลอดทางจะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาใช้คีมคอยหนีบเก็บขยะ จนแทบไม่มีเหลือให้เห็น พร้อมคอยตรวจตราและตักเตือนผู้มาเยือน ห้ามนำเท้าลงไปสัมผัสพื้นผิวของลำธารน้ำตกหรือขอบแอ่งน้ำเป็นอันขาด !

ขึ้นไปอีกไม่กี่สิบก้าวก็จะถึง น้ำตกถ้ำล้างตัว (สี่เซินต้ง Xi Shen Dong) อันเป็นโพรงถ้ำขนาดเล็ก มีความสูงราว ๑ เมตรและกว้าง ๑.๕ เมตรอยู่กลางน้ำตก ชาวทิเบตร่ำลือกันมาว่า เป็นถ้ำล้างตัวของเทวดา และเชื่อกันว่า ถ้าสตรีนางใดผู้ยังไม่มีบุตร ได้เข้าไปอาบน้ำในถ้ำแห่งนี้ ก็จะได้อภิชาตบุตรมาเชยชมให้สมดังความปรารถนาได้ ?!

หลายคนตัดใจนั่งพักอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้เพื่อ ดื่มด่ำกับความงามอันมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ส่วนผมนั้นยังคงเดินหน้าต่อ บนระหว่างทางเห็น ธารน้ำตกทรายทอง (จินซาผู่ตี้ Jin Sha Pu Di) ไหลเลาะเคียงคู่เราไปตลอดทางเดินขึ้นเขายาวกว่าครึ่งกิโลเมตร แล้วผมก็มาหยุดลง ณ จุดที่เรียกว่า สระน้ำสะท้อนเงา (หมิงจิ้งเต่ายิ่งฉือ Ming Jing Dao Ying Chi) ซึ่งมีอยู่หลายสระในบริเวณเดียวกัน สะท้อนเงาของขุนเขาแต่ละด้านได้ลงอย่างลงตัวเหมาะเจาะ จนยากจะแยกแยะภาพจริงภาพลวงได้อย่างมิน่าเชื่อสายตา... จนผมต้องยอมสยบยกความงามอันเป็นที่สุดของหวงหลงให้ไว้ ณ ที่นี่

หากใครยังมานะที่จะเดินขึ้นเขาตามเส้นทางนี้ต่อ ไปอีกราวหนึ่งกิโลเมตร ก็จะไปถึง สระน้ำห้าสีและสระดอกไม้หมุนวน ซึ่งอยู่บนปลายสุดของเส้นทางเดิน ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้ว มักจะไปไม่ถึง ด้วยมิเพียงแต่เพราะความเหนื่อยล้าจากมวลอากาศอันเบาบาง และระยะทางเดินขึ้นเขามาไกลกว่า 2 กิโลเมตรครึ่งแล้วเท่านั้น หากแต่ยังถูกอานุภาพแห่งความงามของแอ่งชั้นน้ำตกต่าง ๆ ที่ผ่านมาเข้าครองใจไว้เสียก่อน...

 
อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย



   

จางเจียเจี้ย (张家界 Zhang Jia Jie) 

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย
เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของจีนมาตั้งแต่ปี 1992 เนื้อที่กว่า 9,500 ตารางกิโลเมตรของอุทยาน เต็มไปด้วยแท่งภูเขาหินทราย สูงขึ้นฟ้ามากกว่า 3,000 ยอด สะพานหินตามธรรมชาติ น้ำตก ถ้าใหญ่น้อยกว่า 40 แห่ง
จางเจียเจี้ย เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจีนซึ่งลือชื่อด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองจางเจียเจี้ยเป็นพื้นที่ป่าไม้ถึง 98% ซึ่งนับเป็นออกชิเจนบาร์ธรรมชาติ และเนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลที่น้อยคนจะเดินทางไปถึง อีกทั้งชาวจางเจียเจี้ยผู้ซึ่งรักในธรรมชาติ ได้ดำเนินนโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีประสิทธิผล เมืองจางเจียเจี้ยจึงประดุจดั่งดินแดนบริสุทธิ์ของโลก ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งชุมชนของ 33 ชนเผ่า เช่น ชนเผ่าถู่เจีย ชนเผ่าไป๋ และชนเผ่าเหมียว สภาพภูมิศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ทำให้วัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี

หุบเขาสองฝั่งยืนคุมเชิงกันงามแปลกตายิ่ง ผาสีแดง กับต้นไม้เขียวขจีทอดเงากลับหัว อยู่ในน้ำ ขณะเดินตามทางเล็กๆ ที่อยู่บริเวณ สองข้างธารน้ำ ให้ความเย็นสบาย ซึมซาบเข้าไปในหัวใจตลอดการเหยียบย่างไปบนสะพานไม้ บันไดหิน ชมปลาหลากสีเล่นน้ำ  นอกจากภูเขา สายน้ำและพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์แล้ว ถ้ำในบริเวณ จางเจียเจี้ยมีจำนวนมาก และขนาดใหญ่ ต่างมีเอกลักษณ์ และ ชื่อเรียกต่างกัน เช่น ถ้ำหวงหลงหรือถ้ำมังกร เหลือง ถ้ำกวนอิม ถ้ำเสี่ยงสุ่ย เป็นต้น ในบรรดาถ้ำเหล่านี้ ถ้ำหวงหลงหรือถ้ำมังกรเหลืองในหุบเขาสั่วซีมีความยาว 7.5 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ชั้น ภายในถ้ำมีอ่างเก็บน้ำ แห่งหนึ่ง ธารน้ำสองสาย น้ำตกสามแห่ง สระน้ำ 4 แห่ง ห้องโถง 13 แห่งและมีระเบียง 96 สาย

จางเจียเจี้ยยังคงรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์วิทยาไว้ เป็นอย่างดี ความหลากหลายทางภูมิประเทศของเขตธรรมชาติ แต่ละแห่งของจางเจียเจี้ยได้นำมาซึ่งความอุดม สมบูรณ์ด้วยพันธุ์พืช และสัตว์นานาชนิด สภาพภูมิอากาศชุ่มชื้นเหมาะสมกับการเจริญ เติบโตของพืชพันธุ์ นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชและ พันธุ์สัตว์ที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย


ธารน้ำแส้ทองหรือจินเปียน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในวนอุทยานจางเจียเจี้ย โดยมีความยาวทั้งหมด 8 กิโลเมตร และมีขุนเขารูปลักษณ์ตระการตากว่า 400 ลูก ก้าวหนึ่งมีวิวหนึ่ง วิวหนึ่งมีภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ไม่ซ้ำกัน เดินท่องไปตามริมธารน้ำแส้ทอง สัมผัสอากาศเย็นสบายสดชื่น ทำให้กระปี้กระเปร่า นายเซี่ยง จื้อจุน มัคคุเทศก์ ประจำวนอุทยานจางเจียเจี้ยกล่าวว่า

ธารน้ำแส้ทอง มีภูหินผาสูงจากพื้นกว่า 350 เมตร รูปลักษณ์ของหินผาลูกนี้เหมือนแส้ซึ่งเป็นอาวุธโบราณชนิดหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า หินผาแส้ทอง เนื่องจากมีซิลิกอนไดอ็อกไซด์ ผสมอยู่ในเนื้อหิน เมื่อแสงแดดสาดส่อง จะมีแสงสะท้อนเป็นสีทอง

ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ บริเวณดังกล่าวเคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อมา ด้วยอำนาจแสนวิเศษของธรรมชาติได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ทางสภาพภูมิประเทศ ที่มีเสาหินทรายและ ยอดเขาประหลาดที่พบเห็น ได้ยากมากในธรรมชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างกลางยอดเขาแห่งนี้ ยังมีลำธาร น้ำตก สระน้ำคดเคี้ยววกไปวนมาอยู่เบื้อง ล่างของ หุบเขาและหน้าผาที่สูงชัน ชะโงกเงื้อมสลับกันไปมา ก่อให้เกิดถ้ำต่างๆ กว่า 40 แห่ง และสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่อีก 2 สะพาน กระจายอยู่ทั่วอาณาบริเวณกว่า 360 ตารางกิโลเมตร  โดยมียอดเขาสูงเสียดฟ้า 3,103 ลูก ทั้งที่เป็นผาสูงชัน ยอดเขาสูง บางยอดเป็นที่ราบเรียบ ยอดเขาเหล่านี้ มีความสูงเฉลี่ย 500-1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนยอด เขาที่มีความสูงกว่า 400 เมตรขึ้นไป มีจำนวนกว่า 1,000 ลูก ยอดเขาแหลมเล็กเหล่านี้ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนแผ่กระจายดั่งท้องทุ่งเสาหินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา รูปร่าง ของเสาหินทรายและยอดเขาบ้างก็มองดูคล้ายมนุษย์ บ้างก็คล้ายรูปสัตว์ บ้างก็เหมือนฉากกั้น บ้างก็เหมือนหน่อไม้


เมืองโบราณเฟิ่งหวง
ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง มีประวัติกว่า 400 ปี เนื่องจากเขาหนานหัวที่อยู่ทางใต้ของเมืองมีรูปร่างเหมือนหงส์ จึงได้ชื่อว่า "เฟิ่งหวง" แปลว่า "หงส์"

ปัจจุบันเมืองเฟิ่งหวงมีประชากรประมาณ 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าถู่เจียและชาวม้ง เวลาเดินอยู่ในตัวเมือง มักจะพบหญิงสาวชาวม้งหรือชาวถู่เจียในชุดชนชาติที่ประดับด้วยลายดอกไม้ เพิ่มความงดงามให้เมืองโบราณแห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เฟิ่งหวง เป็นเมืองขนาดเล็ก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินได้ทั่ว แบ่งเป็นเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เมืองเก่าสร้างขึ้นตามเชิงเขาและมีลำน้ำถัวเจียงไหลผ่าน มีถนนที่ปูด้วยหินสีเขียว 20 กว่าสาย มีกำแพงเมืองโบราณตั้งอยู่ริมน้ำ มีหงเฉียวซึ่งเป็นสะพานเก่าแก่ที่มีหลังคาคลุมเชื่อมสองฟากฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียว

เมืองเฟิ่งหวง เป็นเมืองที่กำเนิดอัจฉริยะบุรุษหลายคน นอกจากเสิ่นฉงเหวิน ซึ่งเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว สง ซีหลิง อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐจีน และนายหวาง หย่งยู่ว์ จิตรกรที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศก็เป็นชาวเฟิ่งหวง บ้านเดิมของเสิ่นฉง เหวิน นักประพันธ์ นักประวัติศาสตร์และนักการศึกษาค้นคว้าโบราณ คดีนามอุโฆษของจีน เป็นบ้านที่มีลานบ้านล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ก่อด้วยอิฐทนไฟที่มีสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นในภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน ซึ่งตกทอดมาจากรุ่นปู่ของเสิ่นฉง เหวิน อดีตผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลกุ้ยโจวในสมัยราชวงศ์ชิง ต่อมาจึงสร้างเป็นบ้านเรือนดังกล่าว 

เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว บ้านเรือนเก่าแก่ของเฟิ่งหวงจึงใช้เป็นสถานที่เปิดบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว บาร์เบียร์ และร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ต่างๆ บาร์เบียร์เป็นสถานที่ที่พลาดไปไม่ได้หากไปเฟิ่งหวง เพราะส่วนใหญ่ตั้งอยู่สองข้างของลำน้ำ นั่งชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก มีการตกแต่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือ จิบชา จิบเบียร์ หรือเล่นเน็ตก็ได้ พอพลบค่ำ โคมไฟสีแดงของแต่ละร้านที่อยู่สองฝากฝั่งลำน้ำก็สว่างไสว ประดับให้เมืองเก่าแก่แห่งนี้มีความสวยงามยิ่ง

จุดเด่นของเมืองเฟิ่งหวง คือ "เตี้ยวเจี่ยวโหล" เป็นบ้านที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันตามริมน้ำที่ใสสะอาดจนมองเห็นทุกสรรพสิ่ง เป็นทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นที่นิยมชมชอบทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ 

 
Shangrila

 Shangrila

   แชงกรีลา  คือสถานที่ในตำนานซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง  ชื่อนี้ได้มาจากนวนิยายที่ตีพิมพ์เมื่อปี  1933  ของเจมส์  ฮิลตัน  เรื่อง  ลับฟ้าปลายฝัน  (Lost Horizon)  อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เดินทางมาพบกับวัดในอุดมคติชื่อแชงกรีลา  ณ  ดินแดนรกร้างห่างไกลของทิเบต  อารามแชงกรีลามีพระสงฆ์จำวัดอยู่กว่า  50  รูป  จากประเทศต่างๆ  ทั่วโลก  ทุกรูปล้วนมุ่งมั่นในการศึกษาด้านจิตวิญญาณ  ที่นี่จึงเป็นศูนย์รวมปัญญาของมนุษยชาติ 

   ว่ากันว่าฮิลตันได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการสร้างแชงกรีลามาจากข้อเขียนของนักพฤกษศาสตร์นามโจเซฟ  ร็อก  ผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการสำรวจ  และการผจญภัยในมณฑลยูนนานอันห่างไกลไปจนถึงทิเบต  และที่อื่นๆ  ตีพิมพ์ในนิตยสาร  เนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  นอกจากนี้  ฮิลตันยังอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ  ศัมภาลา  (Shambhala)  หรือสรวงสวรรค์บนแดนดินตามคติพุทธศาสนาแบบทิเบต  ซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้คนปลอดพ้นจากความฉ้อฉล  และความโลภโมโทสันของโลกภายนอก

   แม้ว่าปัจจุบันแทบจะไม่มีคนอ่านนวนิยายเรื่องนี้กันแล้ว  แต่คำว่าแชงกรีลาและสิ่งที่คำคำนี้สื่อถึง  นั่นคือ  สถานที่สุดปลายฟ้าอันงดงาม  และความเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของโลกมาช้านาน  อย่างไรก็ตาม  ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนวนิยายว่าด้วยยูโทเปียหรือดินแดนในอุดมคติเล่มอื่นๆ  เช่นกัน  กล่าวคือเนื้อเรื่องแทบไม่ได้กล่าวถึงความทุกข์ยากหรือธรรมชาติด้านลบของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นความอิจฉาริษยา  ราคะ  โลภะ  และความทะเยอทะยาน  จึงทำให้ภาพรวมของหนังสือและแก่นเรื่องอันได้แก่แชงกรีลา  ดูเรียบง่ายเกินไป  และช่างตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของเมืองที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า  แชงกรีลาในปัจจุบัน 

   ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อว่าแชงกรีลานั้น  เมืองนี้มีชื่อเดิมว่าจงเตี้ยน  เป็นเมืองบนเส้นทางการค้าที่ระดับความสูง  3,160  เมตร  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกลุ่มโกรกธารที่ลึกและตระการตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเป็นจุดนับพบของแม่น้ำอันยิ่งใหญ่สามสาย  ได้แก่  แยงซีเกียง  โขง  และสาละวิน  นี่คือภูมิภาคอันห่างไกลที่ร็อกเคยสำรวจในช่วงทศวรรษ  1920  และ  1930

   ทว่าหลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปนับจากนั้น  เริ่มจากการทำไม้เพื่อการค้าขนาดใหญ่ที่เปิดฉากขึ้นในทศวรรษ  1950  พอถึงช่วงกลางทศวรรษ  1990  รายได้กว่าร้อยละ  80  ของพื้นที่แถบนี้ได้มาจากอุตสาหกรรมป่าไม้  แต่เมื่อถึงปี  1998  การตัดไม้เกินขนาดในบริเวณลุ่มน้ำแยงซีเกียงมีส่วนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่  รัฐบาลจีนจึงประกาศยกเลิกสัมปทาน  การทำไม้เพื่อการค้าทุกชนิดในภูมิภาคแห่งนี้  เมืองจงเตี้ยนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดการลงทุนและการค้า  ด้วยการหันไปหาการท่องเที่ยวแทน  โดยใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและทำเลที่อยู่ใกล้ภูมิประเทศอันตระการตา 

   พอถึงปี  2001  หลังจากวิ่งเต้นอยู่นาน  ในที่สุดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองจงเตี้ยนก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในกรุงปักกิ่งให้ตั้งชื่อเมือง  และเทศมณฑลใหม่ว่าแชงกรีลา  ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เด็ดทางการตลาดเลยทีเดียว  แต่ความสำเร็จขั้นสูงสุดของกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาถึงในปี  2003  เมื่อองค์การสหประชาชาติให้การรับรองความหลากหลายทางชีวภาพอันแสนมหัศจรรย์  ในเขตโกรกธารรอบๆ  และประกาศให้ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งมรดกโลกเขตสามแม่น้ำไหลเคียง  (Three  Parallel  Rivers  World  Heritage  Site)  และแล้วแชงกรีลาหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งใหม่ของนักเดินทางชาวจีนไปโดยปริยาย

   รายงานของสหประชาชาติกล่าวถึงเขตสามแม่น้ำไหลเคียงว่าเป็น  "ศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของจีน"  โดยมีพรรณพืชและพรรณสัตว์มากมายหลายชนิด  อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่ต่างกันสุดขั้วยังเกื้อกูลต่อชาติพันธุ์มนุษย์ที่แตกต่างหลากหลายอีกด้วย  กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  ที่ถูกแม่น้ำซึ่งมิอาจข้ามผ่าน  และขุนเขาสูงตระหง่านขวางกั้นไม่ให้ติดต่อถึงกัน  ได้พัฒนาภาษาและประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของตนขึ้นมา  ทว่าเป็นเรื่องน่าขันที่กฎบัตรเขตสามแม่น้ำไหลเคียงกลับมุ่งพิทักษ์แต่พื้นที่รอบๆ  โดยมิได้รวมตัวแม่น้ำไว้ด้วย  เหตุผลประการหนึ่งก็คือ  ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเลียบแม่น้ำส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  นอกจากนี้  การไม่รวมแม่น้ำไว้ในกฎบัตร  ยังมีเป้าประสงค์อีกประการหนึ่งคือ  เพื่อตอบสนองความกระหายพลังงานของจีน  ที่ซึ่งพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศร้อยละ  80  ได้มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน  แต่เนื่องจากถ่านหินเป็นพลังงานสกปรก  ขณะที่พลังน้ำสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ  15  ของประเทศ  จึงมีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนตลอดแนวแม่น้ำทั้งสามสายเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง 



Shangrila

Shangrila

Shangrila

Shangrila

Shangrila

 
สาธารณรัฐเช็ก


สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อยู่ในภูมิภาคยุโรปกลาง ประกอบด้วยภูมิภาคที่เก่าแก่สองส่วน คือ โบฮีเมียและโมราเวีย และส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่สาม เรียกว่า ไซลีเชีย ประเทศนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547

ประวัติศาสตร์
ดินแดนของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี นับตั้งแต่เมื่อชนเผ่าสลาโวนิก (Slavonic Tribes) หรือชนเผ่าสลาฟ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานแคว้นโบฮีเมียได้พัฒนาเป็นรัฐอิสระเป็นครั้งแรกในคริสต์ ศตวรรษที่ 9 แต่ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชนเผ่าเยอรมันได้อพยพเข้ามายึดดินแดนของเชกในปัจจุบันเป็นอาณานิคม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างวัฒนธรรมเชกให้มีทั้งลักษณะของชนเผ่าเยอรมันและชนเผ่าสลาฟ กรุงปรากจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาก หลาย อาทิ โรมาเนสก์ กอทิก เรอเนซองซ์ บารอก รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของเชกได้อย่างดีตั้งแต่ สมัยอาณาจักรโรมัน จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ฮับสบูร์ก (ราวศตวรรษที่ 15-18) และองค์การยูเนสโก ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ เช็กยังมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานด้านการผลิตเบียร์ โดยเฉพาะที่เมืองเปิลเซน (Plzen)

กรุงปราก เป็นเมืองที่สำคัญในยุโรปตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมันและยุคกลางของยุโรป กษัตริย์ชาลส์ที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชาลส์ (Charles University) ขึ้นที่กรุงปรากซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ในช่วงยุคกลาง เชกอยู่ภายใต้การปกครองของคริสตจักรเช่นเดียวกับดินแดนอื่น ๆ ในยุโรป จนกระทั่งในปี 2069 เชกจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ฮับสบูร์ก ในศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการฟื้นฟู national awareness ซึ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2391 เมื่อกรุงปรากเป็นเมืองแรกในอาณาจักรฮัปสบูร์กที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป และต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้สนับสนุนให้ชาวเชกและชาวสโลวักสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยเชโกสโลวาเกียขึ้น ในปี 2461 เนื่องจากเชกและสโลวักมีภาษาคล้ายคลึงกัน แต่แยกจากกันทางการเมือง เนื่องจากสโลวาเกียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮังการี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เชโกสโลวาเกีย เป็นประเทศที่อุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าที่สุดจนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากชาวสโลวักต้องการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระจากเช็กซึ่งมีบทบาทเหนือกว่า

ในเดือนมีนาคม 2482 กองทัพนาซีเยอรมันได้รุกรานแคว้นโบฮีเมียและโมเรเวีย ทำให้เชโกสโลวาเกียสูญเสียความเป็นรัฐเอกราช จนกระทั่งในปี 2488 กองทัพโซเวียตได้ปลดปล่อยดินแดนของเชโกสโลวาเกียจากการปกครองของนาซี ทำให้สหภาพโซเวียตมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองของเชโกสโลวาเกียในเวลาต่อมา และในปี 2491 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจไว้
หลังสงคราม พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลในเชโกสโลวาเกียมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูป ที่เรียกว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิแห่งกรุงปราก (Prague Spring) ภายใต้การนำของนายอเล็กซานเดอร์ ดูบเชค (Alexander Dubček) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและประเทศอื่นในกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) เกรงว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบคอมมิวนิสต์ จึงได้ยกกองกำลังเข้าไปในเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 2511 และจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแนวคิดต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ในเชกโกสโลวาเกีย
หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง เชโกสโลวาเกียได้เริ่มมีการเปลี่ยน แปลง การปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติ โดยผ่านกระบวน การที่เรียกว่า การปฏิวัติเวลเวต (Velvet Revolution) และนายวาคลัฟ ฮาเวล (Václav Havel) ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกียในปี 2532

รัฐบาลเชโกสโลวะเกียได้มีมติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ให้สลายประเทศเชโกสโลวาเกีย และแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐเชกและสาธารณรัฐสโลวัก (สโลวาเกีย) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Velvet Divorce ต่อมา นายวาคลัฟ ฮาเวลได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเชกในปี 2536 และได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2541 จนกระทั่งหมดวาระ (วาระละ 5 ปี) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 และนายวาคลัฟ เคลาอุส (Vaclav Klaus) ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546

 “ปราก” เมืองเก่าสวยมาก
ความสวยงามของกรุงปราก ดินแดนของสาธารณรัฐเชก เป็นที่เลืองลือและมีผู้คนเดินทางไปชมเมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย เช่น โรมันเนสก์ โกธิค เรเนซองส บารอค รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่างๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน และองค์การ UNESCO ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม

สะพานชาร์ลส (Charles Bridge) ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองปรากสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อเดิมเรียกว่า “สะพานปราก” ต่อมาในปี 1870 ได้เปลี่ยนชื่อตามพระนามของพระเจ้าชาร์ล อยู่ย่านจัตุรัสและตัวเมืองเก่า (Old Town Square) ที่คลาสสิกโดยเฉพาะอาคารศาลาเทศบาลกรุงปราก

นักท่องเที่ยวจะเฝ้าดูนาฬิกาโบราณทุกชั่วโมงจะมีตุ๊กตาออกมาบอกเวลา และจักรราศีของดวงดาวในแต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นนาฬิกาเก่าแก่แห่งหนึ่งในยุโรป

ในกรุงปรากอนุสาวรีย์ของจอห์น ฮุช (John Hush) และโบสถ์ทีน (Tyn Church) ประธานาธิบดี ชมโบสถ์เซนต์ไวตุส (St.Vitus Cathedral) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 1344 ในศิลปะแบบโกธิคมีการก่อสร้างเรื่อยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 1929 มีหน้าต่างกระจกสีที่งดงามเป็นรูปภาพของนักบุญและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา

ปราสาทปราก (Prague Castle) ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเชก สร้างขึ้นในปี 885 โดยเจ้าชายบริโวจ ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดี 

เมืองคาร์โลวี วารี
ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำเทปลา ไหลหล่อเลี้ยง เมืองคาร์โลวี วารี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสปาที่ใหญ่ที่สุดของเชก ตามตำนานบอกว่าพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ทรงพบแหล่งน้ำแร่ที่เมืองนี้ในปี 1358 เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกล่าสัตว์แล้วสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำพุร้อน นับแต่นั้นเมืองนี้ก็มีชื่อเสียงของบ่อน้ำแร่ที่ใช้สำหรับรักษาร่างกายและบำบัดโรคร้ายต่างๆ เป็นต้นมา จนถึงเดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีน้ำพุร้อน และ น้ำแร่อุณหภูมิตั้งแต่ 42-72 งศาเซลเซียส ทั้งหมด 12 แห่ง

เมืองแห่งสปานี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นศูนย์กลางบำบัดโรคภัยต่างๆ ในอดีตมีเจ้านายหลายพระองค์เคยเสด็จฯ เยือน เช่น จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า แห่งออสเตรีย พระเจ้าปีเตอร์ มหาราช แห่งรัสเซีย และพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งปรัสเซีย จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นแหล่งรีสอร์ททางสุขภาพระดับโลก

ปราสาทครุมลอฟ (Krumlov) มรดกโลกชิ้นหนึ่งสร้างเมื่อ 1250 เป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา จะเป็นรองก็แต่ปราสาทปรากเท่านั้น มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำวัลตาวา ตรงบริเวณคุ้งน้ำพอดีฝั่งตรงข้ามเป็นย่านเมืองเก่าคลาสสิก “Senete Square” และโบสถ์เก่ากลางเมือง

 










 
Nightscape-HONGKONG

Nightscape HONGKONG 

ฮ่องกง (HONGKONG)

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China)  香港 (เซียงกั่ง )  เป็นเขตปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยอยู่ติดกับมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และห่างจากมาเก๊า ราว 61 กิโลเมตร ทางฝั่งตะวันตก "ฮ่องกง" เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า "เซียงกั่ง" ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า "ท่าเรือหอม" มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน

ฮ่องกงมีพื้นที่รวม 1,096.63 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง (80.30 ตร.กม.) เกาลูน (46.71 ตร.กม.) เขตดินแดนใหม่ (New Territories) และเกาะอื่น ๆ (969.62 ตร.กม.) หรือขนาดประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้

ฮ่องกง เมืองที่คึกคักและเร่งรีบแห่งนี้เคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง จนกระทั่งปี 1842 ราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น ทำให้ฮ่องกงต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตามสนธิสัญญานานกิง และในปี 1860 คาบสมุทรเกาลูนจึงถูกส่งมอบให้แก่อังกฤษ และสุดท้ายในปี 1898 อังกฤษได้ลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่เขตนิวเทอร์ริทอร์รี่ส์จากจีน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาลูนขึ้นไป จนถึงแม่น้ำเซินเจิ้น รวมถึงเกาะรายรอบอีก 235 เกาะ เป็นเวลา 99 ปี

ฮ่องกง กลับคืนสู่การปกครองของจีนอีกครั้ง ในวันที่ 1 ก.ค. 1997 ภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยเป็นเขตการปกครองพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน และภายใต้ระบบนี้ทำให้ฮ่องกงปกครองตนเองได้เต็มที่ คือสามารถใช้ระบบทุนนิยมได้เช่นเดิม มีระบบศาลและกฎหมายเป็นของตัวเอง มีการค้าเสรีและมีอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น

Nightscape HONGKONG

เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพอังกฤษ นำโดยกัปตัน Charles Elliot (ชาร์ลส์ อีเลียต) แล่นผ่านน่านน้ำระหว่าง แหลมเกาลูนและเกาะแห่งหนึ่งที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด กัปตันอีเลียต เกิดได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือและขึ้นฝั่ง ส่งล่ามลงไปสอบถาม ได้ความว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม กัปตันรับทราบด้วยความประทับใจ

เมื่อกัปตันอีเลียตเดินทางกลับสู่อังกฤษและได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำการฝ่ายการพาณิชย์ของอังกฤษในภาคพื้นเอเซีย ซึ่งขณะนั้นเอง ประเทศอังกฤษซึ่งปกครองโดยพระนางวิกตอเรีย กำลังต้องการอาณานิคมในแถบทะเลจีนใต้ เพื่อใช้เป็นที่จัดส่งสินค้าหรือฝิ่นนั่นเอง และประจวบเหมาะพอดีกับที่ฝ่ายอังกฤษและจีน กำลังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่นในแถบกวางตุ้งของจีน จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้น ในปี ค.ศ. 1839 กัปตันอีเลียตจึงตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ท่าเรือกลิ่นหอม และประกาศให้ดินแดนแถบนั้นเป็นของอังกฤษ ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1841

ว่ากันว่ามีเหตุการณ์ที่น่าขัน และสร้างความขายหน้าให้กับพระราชินีวิคตอเรียยิ่งนัก ที่กองทหารอังกฤษเข้ายึดเกาะที่มีแต่หินโสโครก หาประโยชน์ไม่ได้เลย กัปตันอีเลียตจึงถูกลงโทษด้วยการส่งไปเป็นกงสุลอังกฤษประจำรัฐเท็กซัสแทน

ตั้งแต่นั้น จีนและอังกฤษกระทบกระทั่งกันเรื่องการค้าฝิ่นเรื่อยมา เกิดสงครามฝิ่นถึงสองครั้ง หลังสงครามฝิ่นครั้งที่สองนี่เอง อังกฤษได้บีบบังคับให้จีนทำสัญญา โดยให้อังกฤษเช่าฮ่องกงทั้งหมด เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันหมดสัญญาไว้วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997 ด้วยภูมิประเทศของฮ่องกงเอง ที่เป็นเมืองท่าน้ำลึก เหมาะแก่การจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ จึงทำให้ฮ่องกงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก
 
ฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ. 1978 ผู้สำเร็จราชการคนแรกที่มาประจำยังเกาะฮ่องกง ท่านลอร์ด Palmerston เคยขนานนามเกาะแห่งนี้ไว้ว่า "หินไร้ค่า" แต่อังกฤษได้ช่วยวางรากฐานการศึกษา การปกครอง และผังเมืองให้ฮ่องกงเป็นอย่างดี เพียง ชั่วพริบตาเดียว ฮ่องกงได้กลับกลายเป็นศูนย์กลางพาณิชย์และยังเป็นประตูเปิดสู่ประเทศจีน ปลายศตวรรษที่ 19 ดินแดนตอนปลายคาบสมุทรเกาลูนก็ตกเป็นอาณานิคม และอังกฤษยังได้สิทธิเช่าเขตนิวเทอริทอรี่ส์ เป็นเวลา 99 ปี ซึ่งอังกฤษได้ทำพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกง ให้แก่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ไปเรียบร้อย ทั้งนี้เคยมีการเจรจาระหว่างอังกฤษโดย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ นายเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำฝ่ายจีน เพื่อเจรจาขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ แต่ได้รับการปฏิเสธ และในปีเดียวกันนั้น วันที่ 26 กันยายน ผู้นำทั้งสองจึงเปิดเจรจาอีกครั้งและลงนามในสัญญา โดยมีสาระสำคัญว่า อังกฤษจะยอมส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน และจีนได้ให้สัญญาว่าจะยอมให้ฮ่องกง อยู่ในฐานะ "เขตปกครองตนเอง" ภายใน 50 ปี

ฮ่องกงมีจำนวนประชากรกว่า 6.99 ล้านคน ในปี 2549 ความหนาแน่นของประชากร 6,300 คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนมากเป็นชาวจีน มีร้อยละ 3 เป็นชาวต่างชาติ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอเมริกัน ฯลฯ ภาษากวางตุ้งซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่มีการพูดตั้งแต่มณฑลกวางตุ้งของจีนเรื่อยมาจนถึงฮ่องกงได้กลายมาเป็นภาษาทางการของฮ่องกง ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นของภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ยังคงเป็นภาษาทางการร่วมซึ่งถูกใช้พูดมากกว่า 38 % ของประชากร ก็เป็นภาษาที่ใช้แพร่หลาย ส่วนภาษาจีนท้องถิ่นอื่นเช่นแต้จิ๋ว หรือจีนแคะฯลฯ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน และตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่ใต้การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ การใช้ภาษาจีนกลางในการติดต่อก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเข้ามาของชาวจีนแผ่นดินใหญ่และการติดต่อค้าขายระหว่างกัน ถึงแม้ว่าการใช้อักษรจีนนั้นยังนิยมใช้อักษรจีนตัวเต็มอยู่ก็ตาม นอกจากนั้นทางรัฐบาลฮ่องกงได้มีโครงการ "สองแบบอักษร สามภาษา" เพื่อสนับสนุนให้ชาวฮ่องกงใช้ภาษาทั้ง 3 ภาษาร่วมกัน คือภาษากวางตุ้ง จีนกลาง และอังกฤษ

Nightscape HONGKONG


Symphony of Light (SOL)
ซึ่งจัดแสดงบริเวณริมทะเลติดกับ Avenue of the Star เริ่มการแสดง 2 ทุ่มตรง เวลาแสดงทั้งหมด 15 นาที จุดที่รับชมได้ดีที่สุด คือ บริเวณ Avenue of the Star หรือไม่ก็ตรงอัฒจันทน์ที่จัดให้ การแสดง SOL เป็นการแสดงแสงสีเสียง ยิงเลเซอร์ ประกอบดนตรี โดยตึกต่างๆ ของฮ่องกง มีทั้งหมด 5 ธีม เริ่มด้วย Awakening, Energy, Heritage, Partnership และ The Final มีเสียงบรรยายภาคภาษาอังกฤษให้ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ส่วนวันอังคาร พฤหัส เสาร์เป็นภาษาโปรตุเกส วันอาทิตย์เป็นภาษาจีน

วัดโปลิน (Polin) นั่งกระเช้าไฟฟ้าหนองปิง 360 องศา (Nong Ping 360) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เวลาเปิดบริการ จันทร์ - ศุกร์ 10.00 - 18.00  เสาร์อาทิตย์ 9.00 - 18.30
สักการะพระใหญ่วัดโปลิน พระใหญ่องค์นี้ ทำจากแผ่นทองสัมฤทธิ์หนัก 250 ตัน สูง 34 เมตร ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี เป็นพระปางนั่งสมาธิประทานพร มีบันไดทางขึ้น 268 ขั้น

Repulse Bay   ที่วัดเจ้าแม่กวนอิมนี้ มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำ 4 อย่าง คือ ไหว้นมัสการขอพรจากเจ้าแม่กวนอิม หลังจากนั้นไหว้นมัสการเทพแห่งโชคลาภ หรือ เทพไฉ่ซิงเอี้ย ซึ่งเป็นรูปปั้นองค์เล็กๆ ด้านหน้าของเจ้าแม่กวนอิม โดยให้ใช้มือลูบจากเคราลงมาถึงถุงใส่เงินของท่านแล้วกำมาใส่กระเป๋าของเราเอง จากนั้นไปเดินข้ามสะพานศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่ออายุ โดยเชื่อว่าถ้าเดินข้ามหนึ่งครั้งอายุจะยืนขึ้นอีก 3 ปี


Nightscape HONGKONG



Nightscape HONGKONG



Nightscape HONGKONG



Nightscape HONGKONG







 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2

Group Reference

ทริปที่ผ่านมา

Nightscape-HONGKONG Nightscape-HONGKONG
  ฮ่องกง (HONGKONG) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China)  香港 (เซียงกั่ง ) ...
Shangrila Shangrila
     แชงกรีลา  คือสถานที่ในตำนานซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง  ชื่อนี้ได้มาจากนวนิยายที่ตีพิมพ์เมื่อปี  1933  ของเจมส์ ...
ทิเบต ทิเบต
   เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ทิเบต (西藏 ซีจ้าง) เป็นเขตปกครองตนเองของประเทศจีน มีเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ชาวทิเบต...
สาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐเช็ก
สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อยู่ในภูมิภาคยุโรปกลาง ประกอบด้วยภูมิภาคที่เก่าแก่สองส่วน คือ...
อุทยานแห่งชาติหวงหลง อุทยานแห่งชาติหวงหลง
อุทยานแห่งชาติหวงหลงหรือมังกรเหลือง  (黄龙 Huánglóng) แหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ...
อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย
    จางเจียเจี้ย (张家界 Zhang Jia Jie)  อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของจีนมาตั้งแต่ปี 1992 เนื้อที่กว่า...

แพ็คเกจท่องเที่ยว

เที่ยวทั่วโลก ทัวร์เมืองจีน ไทยเที่ยวไทย

เกาหลีใต้
ใต้หวัน
เวียดนาม
ลาว
อียิป
พม่า
อินโดนีเซีย
ออสเตเรีย
ญี่ปุ่น
สิงคโปร์

คุณหมิง
เซี้ยงไฮ้
เฉินตู
ฮ่องกง
มาเก๊า
จางเจียเจี้ย
กุ้ยหลิน
ฮาร์บิ้น
ปักกิ่ง
คานาสือ

ทัวร์ภาคเหนือ
ทัวร์ภาคใต้
ทัวร์ภาคอีสาน
ล่องแก่งเดินป่า

ติดต่อเรา

บริษัท เอ็กซ์ตร้า ฮอลิเดย์ จำกัด
โทรศัพท์ : 02 917 3490 แฟกซ์:  02 917 3478
มือถือ : 08 5338 5097 , 08 6789 9356
อีเมลล์ : info@extraholidaysthailand.com

ติดต่อสอบถามรายการท่องเที่ยวและสอบถามข้อมูล
ท่องเที่ยวและบริการอื่นๆของทางบริษัทได้น่ะค่ะ 
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/05732
ติดต่อเราเพิ่มเติมได้ที่..

Facebook    Youtube

Twitter