สวัสดีชาวโลก – -’

ยินดีต้อนรับสู่เวิร์ดเพรส นี่เป็นเรื่องแรกของคุณ คุณสามารถแก้ไขหรือลบมันได้ แล้วเริ่มการสร้างบล็อกของคุณ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเวิร์ดเพรส คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ที่เว็บบอร์ดเวิร์ดเพรส หรือคู่มือเวิร์ดเพรส

Posted in ไม่มีหมวดหมู่ | 1 Comment

GALAXY MACAU RESORT HOTEL

GALAXY MACAUTM RESORT HOTEL

งานเปิดตัวบ่อนคาสิโนในมาเก๊า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2554 คาสิโนแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า “เดอะ กาแล็กซี่ มาเก๊า” คาสิโนแห่งนี้เป็นของบริษัทในเครือแกแลคซี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ ของนายหลิว เจ วูมหาเศรษฐีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกง ซึ่งคาสิโนแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นคาสิโนคอมเพล็กซ์ครบวงจรและทันสมัยแห่งใหม่คาสิโนหรูหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ “เดอะ แกแลคซี่ มาเก๊า” เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่บนเกาะมาเก๊า เป็นคาสิโนแห่งที่ 34 มีมูลค่า 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 หมื่น 7 พันล้านบาท โดยต้องการให้เป็นมาตรฐานใหม่ของ “โรงแรมเอเซีย” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 500,000 ตารางเมตร มีรีสอร์ทและให้บริการสถานที่พักผ่อนและความบันเทิงครบครัน มีโต๊ะพนัน 450 โต๊ะ เครื่องสล็อตแมชชีนอีก 1 พัน 5 ร้อยเครื่องภายในคาสิโน “เดอะ กาแล็กซี่ มาเก๊า” มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและความบันเทิงมากมาย มีโรงแรม 3 แห่ง  ซึ่งรวมถึงโรงแรม บันยัน ทรี จากสิงคโปร์ โรงแรมโอกุระจากญี่ปุ่น ที่ให้บริการห้องพักรวมกันถึงกว่า 2,200 ห้องสำหรับลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีสระน้ำขนาด 4,000 ตร.เมตร ที่สามารถสร้างคลื่นเทียมได้สูงถึง 5 ฟุต (1.5 เมตร) ที่จะซัดเข้าหาชายหาดเทียม ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยหาดทรายสีขาวจำนวนถึง 350 ตัน  นอกจากนี้ยังมีสวนแบบญี่ปุ่น ศาลาสำหรับการดื่มชาญี่ปุ่น และน้ำพุที่สวยงาม บาร์วิสกี้สก็อต ภัตตาคารและร้านอาหารมากถึง 50 ร้าน สโมสร และถนนช็อปปิ้งให้ลูกค้าได้แวะพักผ่อนตามใจชอบ และจะเปิดโรงภาพยนตร์ 3 มิติอีกด้วยภายในปีนี้ผู้บริหาร กาแล็กซี เอ็นเทอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป คาดว่า คาสิโนแห่งใหม่นี้จะดึงดูดลูกค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียมากขึ้น นอกเหนือจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายล้านคนที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของคาสิโนบนเกาะมาเก๊าในขณะนี้ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจคาสิโนในมาเก๊าครั้งใหญ่ ที่มีการผูกขาดมานานสี่ทศวรรษโดยกลุ่มดั้งเดิมอย่างสแตนลี่โฮ ที่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อธุรกิจคาสิโน ที่มีจำนวนคาสิโนมากที่สุด ปัจจุบันผู้บริหารเกาะมาเก๊า ได้เปิดทางให้นักธรุกิจชาวสหรัฐและออสเตรเลีย เข้ามาลงทุนแข่งขันทางด้านธุรกิจคาสิโนนี้อย่างเสรี ซึ่งกลุ่มเก่าคงต้องปรับตัวกันอย่างหนักต่อการปลี่ยนแปลงครั้งนี้ 

 

 

Posted in ข่าวสารท่องเที่ยว | Tagged , , , , | Leave a comment

มรดกโลก “บ้านดิน” ของชาวฮากกา

มรดกโลก “บ้านดิน” (土楼-ถู่โหลว) ของชาวจีนฮากกา

ในช่วงสงครามเย็น(Cold War- ค.ศ. 1947-1991) เป็นช่วงของการต่อสู้กันทางอุดมการณ์ระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก และเพื่อเป็นการแสดงถึงแสนยานุภาพของฝ่ายตน การแข่งขันด้านการสำรวจอวกาศและอาวุธนิวเคลียร์จึงเกิดขึ้น ในยุค 60 ของศตวรรษที่ 20 ดาวเทียมของหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้จับภาพวัตถุคล้ายปล่องปล่อยจรวดนิวเคลียร์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในเขตพื้นที่แนวเขาตอนในของมณฑลฝูเจี้ยน สร้างความตระหนกใจแก่ฝ่ายโลกตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มทำการเก็บภาพผ่านดาวเทียมของวัตถุต้องสงสัยเหล่านี้เพื่อเป็นการตรวจสอบในเชิงลึก 
                                                      
สิ่งที่นักวิจัยของหน่วยข่าวกรองสหรัฐพบก็คือ วัตถุกลมๆ ต้องสงสัยเหล่านี้ไม่มีความเป็นโลหะธาตุ ซึ่งสร้างความฉงนใจแก่นักวิจัยเป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้ภายหลังจากการเปิดประเทศจีนใหม่ๆ นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามายังเขตฝูเจี้ยนตอนใน คือ นักวิจัยจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐที่พกเอาความเคลือบแคลงใจ เดินทางมาค้นหาว่าวัตถุต้องสงสัยเหล่านี้คืออะไร

ในที่สุดการค้นหาได้สิ้นสุดลง สิ่งที่ตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้าของนักวิจัยเหล่านั้น คือ สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านดิน” (土楼-ถู่โหลว)บ้านดินเหล่านี้เป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวจีนฮากกา(จีนแคะ) หรือ客家人ซึ่งมีพื้นเพเดิมอยู่ในเขตพื้นที่แนวหุบเขาซึ่งเป็นรอยต่อของมณฑลฝูเจี้ยน เจียงซีและกว่างตง

จีนฮากกา(จีนแคะ) กับบ้านหลังใหญ่

ที่มาของ “บ้านดิน” มีความหลากหลาย โดยเรื่องเล่าที่ชาวหลงเหยียน(龙岩) พูดกันบอกต่อปากจนถึงปัจจุบัน คือ มาจากแนวความคิดในการสร้างบ้านจากแร่ทองของชาวจีนฮากกาในอำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) มณฑลฝูเจี้ยน ในราวศตวรรษที่ 10-11(ปลายราชวงศ์ถัง ต้นราชวงศ์ซ่ง) โดยชาวบ้านจะนำดินเหนียวที่มีอยู่มากในท้องที่ มาผสมเข้ากับทรายและขี้เถ้า และทำการอัดดินให้แน่นตามโครงสร้างที่ทำขึ้น ทำให้เกิดวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรง หาง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และมีสีสันประดุจ“ทอง”ต่อมาจึงเป็นที่แพร่หลายในศตวรรษที่ 13

แต่เดิม ผู้ที่สามารถสร้างบ้านลักษณะนี้ได้จะเป็นตระกูลที่ค่อนข้างมีฐานะ โดยบ้านดิน 1 หลัง คือ 1 ตระกูล ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยลูกหลานและบริวารเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็น สังคมขนาดย่อม จนได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กกลางหุบเขาที่มีความคึกคักไม่เป็นรองที่ใด
 
“บ้าน”ลักษณะนี้ของชาวจีนฮากกากระจายอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน กว่างตง และเจียงซี แต่สถานที่ตั้งซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านดินได้ดีที่สุด คือ อำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) และอำเภอหนานจิ้ง(南靖县) เมืองจางโจว(漳州市) ของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดชาวจีนฮากกาอย่างแท้จริง

ในส่วนของอำเภอหย่งติ้ง(永定县) เมืองหลงเหยียน(龙岩市) เป็นเขตที่ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนบ้านดินจำนวน 46 หลัง ทำให้เป็นมรดกโลกลำดับที่ 36 ของประเทศจีน องค์ประกอบหลักในการพิจารณา คือ บ้านดินที่ปลูกสร้างขึ้นในเขตนี้มีขนาดใหญ่ มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่สลับซับซ้อน มีความสวยงามและแปลกตา และมีการรวมกันเป็นกลุ่มจำนวนมาก โดยบ้านดินในอำเภอหย่งติ้ง(永定县) คิดเป็นร้อยละ 70 ของบ้านดินชาวจีนฮากกาทั้งหมดในประเทศ 
            
เอกลักษณ์เด่นของ “บ้านดิน”
ที่ตั้งของบ้านดินส่วนใหญ่จะอยู่ในซอกเขาลึก โดยบ้านดินแต่ละหลังจะมีเอกลักษณ์เด่นเป็นของตัวเอง เนื่องจากมีการคำนึงถึงระบบนิเวศในการปลูกสร้างซึ่งมีความเหมาะกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง เป็นความงามที่ผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติกับอาคารที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ลักษณะภายนอกของบ้านดินมีรูปทรงตามแบบเลขาคณิตที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทรงกลม ครึ่งวงกลม(รูปตัว D) สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส ห้าเหลี่ยม แปดเหลี่ยม เหตุผลที่ทำให้บ้านดินแต่ละหลังมีรูปทรงไม่เหมือนกัน คือ สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติโดยรอบ ความสะดวกในการก่อสร้าง และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดอย่างเหมาะสม ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม บ้านดินที่มีทรงกลมสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนภายนอกได้มากที่สุด สำหรับชาวจีนฮากกาแล้วรูปทรงกลมเป็นตัวแสดงถึงการรวมกลุ่ม ความสวยงาม และความสุข

          
ภายในตัวบ้านดินเปรียบเสมือนลานกว้างของห้างสรรพสินค้า โดยรอบจะเป็นห้องพักหลายห้องอยู่ติดกัน ซึ่งปริมาณของห้องก็จะแตกต่างไปตามขนาดของอาคาร บ้านดินส่วนใหญ่จะมีความสูงราว 3 – 4 ชั้น ชั้นล่างสุดจะเป็นโถงกลาง(โต๊ะหมู่บูชาบรรพบุรุษ) ที่พักรับรองแขก ยุ้งฉาง ห้องน้ำ ห้องครัว คอกไก่ และคอกหมู ฯลฯ แตกต่างกันตามประโยชน์การใช้สอยของแต่ละตระกูล นอกจากนี้บ้านดินบางแห่งยังวางโรงศพของจริงไว้ในบริเวรด้านหลังของโต๊ะหมู่บูชาบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าจะสามารถส่งผลดีต่อลูกหลานหรือคนในบ้านได้ เนื่องจากคำว่าโรงศพในภาษาจีนคือ 棺材(กวนฉาย) มีความหมายในด้านสิริมงคลคือ 升官发财(เซิงกวน ฟาฉาย) มีความหมายว่า ตำแหน่งหน้าที่เลื่อนสูงขึ้น เงินทองไหลมาเทมา
ขณะที่ ชั้นบนสุดจะเป็นห้องพักของเจ้าของบ้านและครอบครัว โดยส่วนใหญ่แล้วห้องพักเจ้าของบ้านจะเป็นห้องที่ตั้งในจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดและสามารถชมวิวทิวทัศน์รอบๆได้อย่างชัดเจน ชั้นรองลงมาเป็นที่อยู่อาศัยของข้าทาสบริวาร ช่วงที่เขตหย่งติ้งเฟื่องฟูที่สุด เคยมีผู้อยู่อาศัยในบ้านดินแห่งหนึ่งมากกว่า 800 คน ขณะที่ปัจจุบัน บ้านดินส่วนใหญ่ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างแดน ขณะที่บางแห่งยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 300 คน

สุดยอดบ้านดินของอำเภอหย่งติ้ง (永定县)เมืองหลงเหยียน(龙岩市)
บ้านดินส่วนใหญ่ล้วนแต่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือสงคราม แต่เป็นที่น่าสนใจที่บ้านดินส่วนใหญ่ต่างมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์และคงความสวยงามอยู่ บ้านดินทรงกลมในอำเภอหย่งติ้ง(永定县)มีทั้งสิ้น 360 หลัง ทรงสี่เหลี่ยมมีทั้งสิ้น 4,000 กว่าหลัง จึงขอเสนอแต่บ้านดินที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น

1. เจิ้นฝูโหลว(振福楼) เป็นบ้านดินยุคใหม่ สร้างโดยต้นตระกูลซู(苏) ผู้มั่งคั่งจากการกิจการใบยาสูบ ในปี ค.ศ.1913 บ้านดินหลังนี้มีการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปเข้ากับสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวจีนฮากกา เป็นบ้านดินที่มีทัศนียภาพโดยรอบสวยงามที่สุดเนื่องจากตั้งอยู่โดดๆ และมีลำธารขนาดใหญ่อยู่ด้านข้าง เป็นบ้านดินหลังที่ทำให้ได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกหลังแรก ในปี ค.ศ.2002
2. เจิ้นเฉิงโหลว(振成楼) สร้างขึ้นโดยสองพี่น้องตระกูลหลิน(林)ในปี ค.ศ.1912 ต้นตระกูลของสองพี่น้องประสบความสำเร็จในกิจการการผลิตมีดตัดใบยาสูบ ซึ่งผูกขาดทั้งในตลาดจีนและตลาดอาเซียนในยุคนั้น บ้านดินแห่งนี้เป็นรูปแบบของคำนิยามความหรูหราตามสไตล์ชนบท
3. หรูเซิงโหลว(如升楼) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1875 เป็นบ้านดินทรงกลมที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด แต่คงความสวยงามตราบจนปัจจุบัน
4. เฉิงฉี่โหลว(承启楼) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1628 เป็นบ้านดินทรงกลมที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุด

“มรดกโลก”กับคุณค่าที่แท้จริง
บ้านดินเป็นผลิตผลจากการตกผลิตทางด้านความคิดของชาวจีนฮากกา ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยม เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชาวจีนฮากกา เฉลียวฉลาด เรียบง่าย ซื่อตรง ขยันขันแข็งและอดทน เป็นคำนิยามถึงความเป็นจีนฮากกาได้ดี ในสมัยโบราณเป็นการยากที่ชาวบ้านในบ้านดิน ซึ่งอยู่ในหุบเขาลึกเช่นนี้จะได้มีโอกาสพบเจอคนภายนอก แต่ชื่อเสียงของสินค้าประเภทของแห้ง(สินค้าเกษตร) ใบยาสูบ ฯลฯ กลับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวจีนมาเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ผลิตโดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบ้านดินแทบทั้งสิ้น

คุณค่าของบ้านดินที่มีต่อชาวฮากกาสามารถสรุปได้ คือ
1. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่ยิ่งใหญ่ของจีน เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงอารยะธรรมที่เฟื่องฟูของชาวจีนฮากกา
2. คุณค่าทางศิลปะ ความสวยงามแบบเรียบง่าย ความสมดุลระหว่างธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ความประณีตในการตกแต่ง
3. คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ เป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ควรค่าแก่การศึกษา
        
เปิดประตูการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ
อำเภอหย่งติ้ง(永定县)อยู่ในหุบเขาลึกของเมืองหลงเหยียน เส้นทางการคมนาคมหนึ่งเดียวที่สามารถเข้าไปถึง คือ ทางบก นักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านดินโดยใช้รูปแบบและเส้นทางการเดินทางเหล่านี้
1. เดินทางจากสถานีรถประจำทางหูบินหนาน(湖滨南汽车站) ในเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市) มายังเมืองหย่งติ้ง(永定县)โดยตรง โดยในแต่ละวันจะมีรถวิ่งระหว่างเส้นทางเซี่ยเหมิน-หย่งติ้งราว 3-4 รอบ สนนราคาราว 70-80 หยวน แต่เมื่อถึงตัวอำเภอต้องนั่งรถโดยสารที่วิ่งตลอด 15-20 นาที หรือสามารถเลือกนั่งรับจ้างเข้าไปยังบ้านดินที่อยู่กระจายกันในพื้นที่
2. จ้างเหมารถตู้จากเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ไปได้ โดยสนนราคาอยู่ที่ประมาณ 700-1,200 หยวนต่อวัน(ไม่รวมค่าทางด่วน)   
3. แพ็กเกจเที่ยวภายในวันเดียวผ่านบริษัททัวร์ในเเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ซึ่งมีสนนราคาประมาณ 200-300 หยวน
ระยะเวลาในการเดินทางจากเมืองเซี่ยเหมิน(厦门市)ไปยังหย่งติ้ง(永定县)ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง สามารถเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับได้ภายในวันเดียว

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านดินนอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศทางฝั่งตะวันออกแล้ว นักท่องเที่ยวจากอาเซียน(ไม่ว่าจะเป็นชาวสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน) ฮ่องกง และไต้หวันก็นิยมเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความผูกพันกับ “บ้าน” หลังนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศและเขตอาณาข้างต้นมีชาวจีนฮากกาอยู่มาก ซึ่งบางส่วนก็เป็นลูกหลานของผู้สร้างบ้านดินเหล่านี้ด้วย

Posted in ข่าวสารท่องเที่ยว | Tagged , , , , | Leave a comment

เที่ยวหมู่เกาะกอร์บาชอพ

เที่ยวหมู่เกาะกอร์บาชอพ

เมื่อเร็วๆ นี้วงการท่องเที่ยวในยุโรปและอเมริการายงานถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่นักเดินทางนิยมไปท่องเที่ยวตามสถานที่ที่มีรูปร่างเหมือนวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “Shapecation”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจำนวนมากเฮละโลกันไปฉลองวาเลนไทน์ 14  กุมภาพันธ์ วันแห่งความรักที่ เกาะกาเลสจัก (Galesnjak) ในทะเลอาเดรียติก ชายฝั่งประเทศโครเอเชียในยุโรปกลาง เกาะนี้เป็นเกาะร้าง ยาว 1.55 กิโลเมตรและมีพื้นที่ประมาณ 0.132 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจเกาะเล็กๆ นี้เลยจนกระทั่งบริษัทกูเกิล ให้บริการกูเกิล เอิร์ธ ทำให้เห็นว่าเกาะนี้มีรูปร่างเหมือนหัวใจที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปก็ทำให้คู่รักทั้งหลายต่างพากันจองทัวร์เพื่อมาฉลองวันวาเลนไทน์ที่นี่

นายออลลาฟ โรเดียฟ

นายวลาโด จูเรสโก เจ้าของเกาะเล่าว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าเกาะนี้รูปร่างคล้ายหัวใจ แต่เพิ่งมาเห็นชัดเจนกันทั้งโลกเพราะกูเกิล เอิร์ธนี่เอง เขาเล่าว่าชื่อกาเลสจัก ดูไม่โรแมนติก เขาเลยเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะแห่งคู่รัก (Lovers’ Island)

แต่การไปฉลองวันแห่งความรักบนเกาะนี้อาจจะไม่โรแมนติกอย่างที่คู่รักต้องการ เพราะที่นี่เป็นเกาะร้าง ไม่มีที่พักและบริการอื่นสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้าคิดว่าจะไปอาบแดด กินลมชมวิวที่เกาะนี้อาจต้องคิดใหม่ เพราะอุณหภูมิสูงสุดของที่นี่ในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 12 เซลเซียสและต่ำสุดที่ 5 เซลเซียสเท่านั้น

คราวนี้เรามากันที่รัสเซีย หลายคนคงแปลกใจถึงที่มาของที่เที่ยวยอดนิยมล่าสุดของการท่องเที่ยวแบบนี้ บริษัทท่องเที่ยวของหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียได้รับโทรศัพท์จำนวนมากเพื่อจองทัวร์ไปเที่ยวหมู่เกาะเล็กๆ ชื่อ ดูรักค์ เอเพรล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซีย ใกล้ชายฝั่งไซบีเรีย เกาะนี้กลายเป็นที่นิยมเพราะมีรูปร่างเหมือนปานบนหน้าผากของนายมิคาเอล กอร์บาชอพ อดีตผู้นำรัสเซีย

นายกอร์บาชอพเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่หนุ่มที่สุดของสหภาพโซเวียตรัสเซียและประธานาธิบดีแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตระหว่างปี 2531-2534  ความพยายามปฏิรูปของกอร์บาชอพได้นำไปสู่การยุติสงครามเย็น และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เขาจึงเป็นผู้นำคนสุดท้ายของโซเวียต นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2533 จากเรื่องนี้ด้วย

นายออลลาฟ โรเดียฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัททัวร์ Russian Here and There ให้สัมภาษณ์ว่า กระแสนี้เริ่มเมื่อปลายปีที่แล้ว “ผมรู้จักหมู่เกาะนี้ครั้งแรกเมื่อมีลูกค้าคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่า ต้องการไปเที่ยวที่นี่ ตอนนั้นผมงงมากเพราะไม่รู้จัก จนกระทั่งเขาโชว์รูปให้ดู”

หมู่เกาะ

แต่หมู่เกาะนี้ยังต้องการการพัฒนาให้เหมาะกับการท่องเที่ยว เพราะที่นี่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น ที่พัก แหล่งอาหาร แหล่งน้ำจืดเลย การเดินทางไปก็ไม่ง่ายและอันตราย เพราะทะเลมีคลื่นสูงและลมแรง แต่ธรรมชาติที่นั่นสวยงามและไม่เหมือนที่อื่น ทุกคนที่ได้ไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มค่ากับความลำบากในการเดินทาง

โรเดียฟเล่าว่า คนที่ค้นพบว่าเกาะนี้รูปร่างเหมือนปานของกอร์บาชอพ คือคนรัสเซีย แต่เรื่องนี้แพร่ไปทั่วโลกแล้วทำให้มีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกต้องการไปที่นี่

ปานบนศีรษะของนายกอร์บาชอฟมีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลสหภาพโซเวียต เพราะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน และเพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียงทั้งในรัสเซียและทั่วโลก ช่วงที่เป็นประธานาธิบดี ทีมงานของเขามักใช้เทคนิคช่วยทำให้ปานในภาพของเขาดูจางลง

ล่าสุดในไซเบอร์สเปซมีคนตั้งแฟนเพจเฉพาะสำหรับปานของนายกอร์บาชอพที่เพิ่งฉลองครบรอบอายุ 80 ปีไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อปีที่แล้ว เขาตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดทำศัลยกรรมลบปานออกเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นมะเร็ง

Posted in ท่องเที่ยว | Leave a comment

อุทยานแห่งชาติหวงหลง

อุทยานแห่งชาติหวงหลงหรือมังกรเหลือง  (黄龙 Huánglóng) แหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ อยู่ในอำเภอซงพันในเขตปกครองตนเองของชนเผ่าทิเบตอาป้าและเผ่าเชียง ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ของจีนติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,340 ตารางกิโลเมตร บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 5,588 เมตร “หวงหลง” ถือเป็นภูมิทัศน์เอกของอุทยานแห่งนี้ จากยอดเขาเสวี่ยเป๋าติ่ง ด้วยความสูง 5,588 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งนี้ ธารน้ำแข็งไหลผ่านแนวสันเขาหินปะการังสีทองลงมา กลายเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ เมื่อถึงไหล่เขา ณ ความสูงราว 3,100 –3,600 เมตรได้กลับมารวมกันที่โตรกธารหวงหลงอีกครั้ง เกิดเป็นสระมรกตหลากสีสันกว่า 3,000 สระ บ้างมีขนาดใหญ่โตนับพันตารางเมตร บ้างก็มีขนาดเพียงไม่กี่ตารางเมตร บ้างลึกบ้างตื้นทับซ้อนกัน เป็นระยะทางกว่า 3.6 กิโลเมตร เมื่อแหงนมองขึ้นไปก็จะเห็น‘มังกรเหลือง’ที่ลดเลี้ยวขึ้นสู่หมู่เมฆบนยอดเขา หิมะ และเมื่อก้มมองเบื้องล่างก็จะพบกับ “สระสวรรค์ในแดนดิน” ทอดตัวอย่างสงบท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้

“หวง หลง” นั้นหมายถึง “มังกรเหลือง” มาจากชื่อของ “วัดหวงหลง” ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาของอุทยาน หรือในอีกความหมายหนึ่งนั่นคือ เมื่อเรามองจากสูงลงมายังลำธารลำธารสายนี้แล้ว จะแลประดุจเป็นรูปตัวมังกรสีเหลือง (จากสีของผลึกแคลเซียมที่ใต้พื้นแอ่ง) ที่กำลังคะนองฤทธิ์เลื้อยลดคดส่วนหัวและหางผ่านเข้าไปในขุนเขาและป่าทึบ ส่วนลำตัวนั้นมลังเมลืองเป็นแอ่งน้ำน้อยใหญ่นับพันแห่ง ทอดเงาฉายสะท้อนเป็นประกายขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเป็นยิ่งนัก

หวงหลงมีธรรมชาติอันเป็นสุดยอดอยู่สี่ประการ นั่นคือ แอ่งธารา ขุนเขาหิมะ หุบโตรกธาร และป่าอันเขียวครึ้ม มีเนื้อที่โดยรอบประมาณ 700 ตารางกิโลเมตร ธรรมชาติของหวงหลงเป็นลำธารน้ำใสไหลผ่านแอ่งธาราแต่ละชั้น นับได้จำนวนถึงกว่า 3,000 แอ่ง ลดหลั่นลงมาตามความสูงต่ำของลำธาร ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน ยิ่งเมื่อยามต้องแสงแดดจะส่องสะท้อนใต้ท้องธารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ออกมาเป็นหลากสีสันได้อย่างเหลือเชื่อ เช่น สีเขียวอ่อน สีน้ำเงินใส สีแดงระเรื่อ หรือสีเหลืองนวล จึงทำให้อุทยานแห่งนี้ได้รับในอีกสมญานามว่า “แอ่งธาราแห่งสวรรค์” หรือ หรินเจียนเหยาฉือ (Ren Jian Yao Chi)

การมาเที่ยวชมอุทยานหวงหลงจะต่างกับที่จิ่วไจ้ โกว เพราะนักท่องเที่ยวจะถูกให้บังคับเดินตามทางเดินไม้ที่กว้างราว 2 เมตรนับตั้งแต่ปากประตูทางเข้าในส่วนหางของมังกร ไปจนจรดสิ้นสุดที่สระดอกไม้หมุนวน ณ หัวของมังกรที่ห่างกันยาว 3.6 กิโลเมตร ตามความยาวของลำธารที่ไหลรินลงมาจากภูเขา การเข้าชมอุทยานหวงหลงมีกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดโดยห้ามสูบบุหรี่ ห้ามนำอาหารเข้ามารับประทาน หรือแม้กระทั่งส่งเสียงดังรบกวนธรรมชาติและผู้เข้าชม

จิ่วจ้ายโกว

เมื่อเดินเข้ามาได้ราวไม่กี่ร้อยเมตร ทุกคนก็ต้องหยุดตะลึงและถ่ายภาพกับความงามของ สระต้อนรับแขก (หยิงปิงไฉ่ฉือ Yin Bing Cai Chi) ที่เป็นแอ่งน้ำใหญ่น้อยเรียงตามชั้นเชิง น้ำในแอ่งบ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีฟ้า ใสดุจแอ่งธาราแห่งสวรรค์ปานสมญาที่ถูกขนานนามไว้เลยทีเดียว

ระหว่างเดินไปตามทาง สองข้างกายเราจะแวดล้อมไปด้วยป่าสนสลับกับไม้ผลัดใบเป็นสีเหลือง กับยอดของขุนเขาหิมะมรกต (ยวี่เชว่ยเฟิง Yu Cui Feng) ที่มียอดอันสูงชันถึง ๕,๑๐๖ เมตรติดตามเราไปในทุกที่ เพื่อช่วยร่วมขับธรรมชาติของธารน้ำให้ยิ่งดูสวยสดขึ้น ตลอดทางจะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาใช้คีมคอยหนีบเก็บขยะ จนแทบไม่มีเหลือให้เห็น พร้อมคอยตรวจตราและตักเตือนผู้มาเยือน ห้ามนำเท้าลงไปสัมผัสพื้นผิวของลำธารน้ำตกหรือขอบแอ่งน้ำเป็นอันขาด !

ขึ้นไปอีกไม่กี่สิบก้าวก็จะถึง น้ำตกถ้ำล้างตัว (สี่เซินต้ง Xi Shen Dong) อันเป็นโพรงถ้ำขนาดเล็ก มีความสูงราว ๑ เมตรและกว้าง ๑.๕ เมตรอยู่กลางน้ำตก ชาวทิเบตร่ำลือกันมาว่า เป็นถ้ำล้างตัวของเทวดา และเชื่อกันว่า ถ้าสตรีนางใดผู้ยังไม่มีบุตร ได้เข้าไปอาบน้ำในถ้ำแห่งนี้ ก็จะได้อภิชาตบุตรมาเชยชมให้สมดังความปรารถนาได้ ?!

หลายคนตัดใจนั่งพักอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้เพื่อ ดื่มด่ำกับความงามอันมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ส่วนผมนั้นยังคงเดินหน้าต่อ บนระหว่างทางเห็น ธารน้ำตกทรายทอง (จินซาผู่ตี้ Jin Sha Pu Di) ไหลเลาะเคียงคู่เราไปตลอดทางเดินขึ้นเขายาวกว่าครึ่งกิโลเมตร แล้วผมก็มาหยุดลง ณ จุดที่เรียกว่า สระน้ำสะท้อนเงา (หมิงจิ้งเต่ายิ่งฉือ Ming Jing Dao Ying Chi) ซึ่งมีอยู่หลายสระในบริเวณเดียวกัน สะท้อนเงาของขุนเขาแต่ละด้านได้ลงอย่างลงตัวเหมาะเจาะ จนยากจะแยกแยะภาพจริงภาพลวงได้อย่างมิน่าเชื่อสายตา… จนผมต้องยอมสยบยกความงามอันเป็นที่สุดของหวงหลงให้ไว้ ณ ที่นี่

หากใครยังมานะที่จะเดินขึ้นเขาตามเส้นทางนี้ต่อ ไปอีกราวหนึ่งกิโลเมตร ก็จะไปถึง สระน้ำห้าสีและสระดอกไม้หมุนวน ซึ่งอยู่บนปลายสุดของเส้นทางเดิน ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้ว มักจะไปไม่ถึง ด้วยมิเพียงแต่เพราะความเหนื่อยล้าจากมวลอากาศอันเบาบาง และระยะทางเดินขึ้นเขามาไกลกว่า 2 กิโลเมตรครึ่งแล้วเท่านั้น หากแต่ยังถูกอานุภาพแห่งความงามของแอ่งชั้นน้ำตกต่าง ๆ ที่ผ่านมาเข้าครองใจไว้เสียก่อน…

Posted in 2548 | Tagged | Leave a comment

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย

   

จางเจียเจี้ย (张家界 Zhang Jia Jie) 

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย
เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของจีนมาตั้งแต่ปี 1992 เนื้อที่กว่า 9,500 ตารางกิโลเมตรของอุทยาน เต็มไปด้วยแท่งภูเขาหินทราย สูงขึ้นฟ้ามากกว่า 3,000 ยอด สะพานหินตามธรรมชาติ น้ำตก ถ้าใหญ่น้อยกว่า 40 แห่ง
จางเจียเจี้ย เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจีนซึ่งลือชื่อด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองจางเจียเจี้ยเป็นพื้นที่ป่าไม้ถึง 98% ซึ่งนับเป็นออกชิเจนบาร์ธรรมชาติ และเนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลที่น้อยคนจะเดินทางไปถึง อีกทั้งชาวจางเจียเจี้ยผู้ซึ่งรักในธรรมชาติ ได้ดำเนินนโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมีประสิทธิผล เมืองจางเจียเจี้ยจึงประดุจดั่งดินแดนบริสุทธิ์ของโลก ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งชุมชนของ 33 ชนเผ่า เช่น ชนเผ่าถู่เจีย ชนเผ่าไป๋ และชนเผ่าเหมียว สภาพภูมิศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ทำให้วัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี

หุบเขาสองฝั่งยืนคุมเชิงกันงามแปลกตายิ่ง ผาสีแดง กับต้นไม้เขียวขจีทอดเงากลับหัว อยู่ในน้ำ ขณะเดินตามทางเล็กๆ ที่อยู่บริเวณ สองข้างธารน้ำ ให้ความเย็นสบาย ซึมซาบเข้าไปในหัวใจตลอดการเหยียบย่างไปบนสะพานไม้ บันไดหิน ชมปลาหลากสีเล่นน้ำ  นอกจากภูเขา สายน้ำและพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์แล้ว ถ้ำในบริเวณ จางเจียเจี้ยมีจำนวนมาก และขนาดใหญ่ ต่างมีเอกลักษณ์ และ ชื่อเรียกต่างกัน เช่น ถ้ำหวงหลงหรือถ้ำมังกร เหลือง ถ้ำกวนอิม ถ้ำเสี่ยงสุ่ย เป็นต้น ในบรรดาถ้ำเหล่านี้ ถ้ำหวงหลงหรือถ้ำมังกรเหลืองในหุบเขาสั่วซีมีความยาว 7.5 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ชั้น ภายในถ้ำมีอ่างเก็บน้ำ แห่งหนึ่ง ธารน้ำสองสาย น้ำตกสามแห่ง สระน้ำ 4 แห่ง ห้องโถง 13 แห่งและมีระเบียง 96 สาย

จางเจียเจี้ยยังคงรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์วิทยาไว้ เป็นอย่างดี ความหลากหลายทางภูมิประเทศของเขตธรรมชาติ แต่ละแห่งของจางเจียเจี้ยได้นำมาซึ่งความอุดม สมบูรณ์ด้วยพันธุ์พืช และสัตว์นานาชนิด สภาพภูมิอากาศชุ่มชื้นเหมาะสมกับการเจริญ เติบโตของพืชพันธุ์ นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชและ พันธุ์สัตว์ที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย

ธารน้ำแส้ทองหรือจินเปียน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งในวนอุทยานจางเจียเจี้ย โดยมีความยาวทั้งหมด 8 กิโลเมตร และมีขุนเขารูปลักษณ์ตระการตากว่า 400 ลูก ก้าวหนึ่งมีวิวหนึ่ง วิวหนึ่งมีภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ไม่ซ้ำกัน เดินท่องไปตามริมธารน้ำแส้ทอง สัมผัสอากาศเย็นสบายสดชื่น ทำให้กระปี้กระเปร่า นายเซี่ยง จื้อจุน มัคคุเทศก์ ประจำวนอุทยานจางเจียเจี้ยกล่าวว่า

ธารน้ำแส้ทอง มีภูหินผาสูงจากพื้นกว่า 350 เมตร รูปลักษณ์ของหินผาลูกนี้เหมือนแส้ซึ่งเป็นอาวุธโบราณชนิดหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า หินผาแส้ทอง เนื่องจากมีซิลิกอนไดอ็อกไซด์ ผสมอยู่ในเนื้อหิน เมื่อแสงแดดสาดส่อง จะมีแสงสะท้อนเป็นสีทอง

ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ บริเวณดังกล่าวเคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อมา ด้วยอำนาจแสนวิเศษของธรรมชาติได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ทางสภาพภูมิประเทศ ที่มีเสาหินทรายและ ยอดเขาประหลาดที่พบเห็น ได้ยากมากในธรรมชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างกลางยอดเขาแห่งนี้ ยังมีลำธาร น้ำตก สระน้ำคดเคี้ยววกไปวนมาอยู่เบื้อง ล่างของ หุบเขาและหน้าผาที่สูงชัน ชะโงกเงื้อมสลับกันไปมา ก่อให้เกิดถ้ำต่างๆ กว่า 40 แห่ง และสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่อีก 2 สะพาน กระจายอยู่ทั่วอาณาบริเวณกว่า 360 ตารางกิโลเมตร  โดยมียอดเขาสูงเสียดฟ้า 3,103 ลูก ทั้งที่เป็นผาสูงชัน ยอดเขาสูง บางยอดเป็นที่ราบเรียบ ยอดเขาเหล่านี้ มีความสูงเฉลี่ย 500-1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนยอด เขาที่มีความสูงกว่า 400 เมตรขึ้นไป มีจำนวนกว่า 1,000 ลูก ยอดเขาแหลมเล็กเหล่านี้ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อนแผ่กระจายดั่งท้องทุ่งเสาหินกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา รูปร่าง ของเสาหินทรายและยอดเขาบ้างก็มองดูคล้ายมนุษย์ บ้างก็คล้ายรูปสัตว์ บ้างก็เหมือนฉากกั้น บ้างก็เหมือนหน่อไม้


เมืองโบราณเฟิ่งหวง
ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง มีประวัติกว่า 400 ปี เนื่องจากเขาหนานหัวที่อยู่ทางใต้ของเมืองมีรูปร่างเหมือนหงส์ จึงได้ชื่อว่า “เฟิ่งหวง” แปลว่า “หงส์”

ปัจจุบันเมืองเฟิ่งหวงมีประชากรประมาณ 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าถู่เจียและชาวม้ง เวลาเดินอยู่ในตัวเมือง มักจะพบหญิงสาวชาวม้งหรือชาวถู่เจียในชุดชนชาติที่ประดับด้วยลายดอกไม้ เพิ่มความงดงามให้เมืองโบราณแห่งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

เฟิ่งหวง เป็นเมืองขนาดเล็ก ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินได้ทั่ว แบ่งเป็นเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เมืองเก่าสร้างขึ้นตามเชิงเขาและมีลำน้ำถัวเจียงไหลผ่าน มีถนนที่ปูด้วยหินสีเขียว 20 กว่าสาย มีกำแพงเมืองโบราณตั้งอยู่ริมน้ำ มีหงเฉียวซึ่งเป็นสะพานเก่าแก่ที่มีหลังคาคลุมเชื่อมสองฟากฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียว

เมืองเฟิ่งหวง เป็นเมืองที่กำเนิดอัจฉริยะบุรุษหลายคน นอกจากเสิ่นฉงเหวิน ซึ่งเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว สง ซีหลิง อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐจีน และนายหวาง หย่งยู่ว์ จิตรกรที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศก็เป็นชาวเฟิ่งหวง บ้านเดิมของเสิ่นฉง เหวิน นักประพันธ์ นักประวัติศาสตร์และนักการศึกษาค้นคว้าโบราณ คดีนามอุโฆษของจีน เป็นบ้านที่มีลานบ้านล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ก่อด้วยอิฐทนไฟที่มีสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่นในภาคตะวันตกของมณฑลหูหนาน ซึ่งตกทอดมาจากรุ่นปู่ของเสิ่นฉง เหวิน อดีตผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลกุ้ยโจวในสมัยราชวงศ์ชิง ต่อมาจึงสร้างเป็นบ้านเรือนดังกล่าว 

เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว บ้านเรือนเก่าแก่ของเฟิ่งหวงจึงใช้เป็นสถานที่เปิดบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว บาร์เบียร์ และร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ต่างๆ บาร์เบียร์เป็นสถานที่ที่พลาดไปไม่ได้หากไปเฟิ่งหวง เพราะส่วนใหญ่ตั้งอยู่สองข้างของลำน้ำ นั่งชมทิวทัศน์ที่สวยงามท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก มีการตกแต่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ไปนั่งอ่านหนังสือ จิบชา จิบเบียร์ หรือเล่นเน็ตก็ได้ พอพลบค่ำ โคมไฟสีแดงของแต่ละร้านที่อยู่สองฝากฝั่งลำน้ำก็สว่างไสว ประดับให้เมืองเก่าแก่แห่งนี้มีความสวยงามยิ่ง

จุดเด่นของเมืองเฟิ่งหวง คือ “เตี้ยวเจี่ยวโหล” เป็นบ้านที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันตามริมน้ำที่ใสสะอาดจนมองเห็นทุกสรรพสิ่ง เป็นทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นที่นิยมชมชอบทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ 

Posted in 2548 | Tagged , , , , , | Leave a comment

Shangrila

 Shangrila

   แชงกรีลา  คือสถานที่ในตำนานซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง  ชื่อนี้ได้มาจากนวนิยายที่ตีพิมพ์เมื่อปี  1933  ของเจมส์  ฮิลตัน  เรื่อง  ลับฟ้าปลายฝัน  (Lost Horizon)  อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เดินทางมาพบกับวัดในอุดมคติชื่อแชงกรีลา  ณ  ดินแดนรกร้างห่างไกลของทิเบต  อารามแชงกรีลามีพระสงฆ์จำวัดอยู่กว่า  50  รูป  จากประเทศต่างๆ  ทั่วโลก  ทุกรูปล้วนมุ่งมั่นในการศึกษาด้านจิตวิญญาณ  ที่นี่จึงเป็นศูนย์รวมปัญญาของมนุษยชาติ 

   ว่ากันว่าฮิลตันได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการสร้างแชงกรีลามาจากข้อเขียนของนักพฤกษศาสตร์นามโจเซฟ  ร็อก  ผู้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการสำรวจ  และการผจญภัยในมณฑลยูนนานอันห่างไกลไปจนถึงทิเบต  และที่อื่นๆ  ตีพิมพ์ในนิตยสาร  เนชั่นแนล  จีโอกราฟฟิก  ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  นอกจากนี้  ฮิลตันยังอาจเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ  ศัมภาลา  (Shambhala)  หรือสรวงสวรรค์บนแดนดินตามคติพุทธศาสนาแบบทิเบต  ซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้คนปลอดพ้นจากความฉ้อฉล  และความโลภโมโทสันของโลกภายนอก

   แม้ว่าปัจจุบันแทบจะไม่มีคนอ่านนวนิยายเรื่องนี้กันแล้ว  แต่คำว่าแชงกรีลาและสิ่งที่คำคำนี้สื่อถึง  นั่นคือ  สถานที่สุดปลายฟ้าอันงดงาม  และความเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยของโลกมาช้านาน  อย่างไรก็ตาม  ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนวนิยายว่าด้วยยูโทเปียหรือดินแดนในอุดมคติเล่มอื่นๆ  เช่นกัน  กล่าวคือเนื้อเรื่องแทบไม่ได้กล่าวถึงความทุกข์ยากหรือธรรมชาติด้านลบของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นความอิจฉาริษยา  ราคะ  โลภะ  และความทะเยอทะยาน  จึงทำให้ภาพรวมของหนังสือและแก่นเรื่องอันได้แก่แชงกรีลา  ดูเรียบง่ายเกินไป  และช่างตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของเมืองที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า  แชงกรีลาในปัจจุบัน 

   ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อว่าแชงกรีลานั้น  เมืองนี้มีชื่อเดิมว่าจงเตี้ยน  เป็นเมืองบนเส้นทางการค้าที่ระดับความสูง  3,160  เมตร  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกลุ่มโกรกธารที่ลึกและตระการตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเป็นจุดนับพบของแม่น้ำอันยิ่งใหญ่สามสาย  ได้แก่  แยงซีเกียง  โขง  และสาละวิน  นี่คือภูมิภาคอันห่างไกลที่ร็อกเคยสำรวจในช่วงทศวรรษ  1920  และ  1930

   ทว่าหลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปนับจากนั้น  เริ่มจากการทำไม้เพื่อการค้าขนาดใหญ่ที่เปิดฉากขึ้นในทศวรรษ  1950  พอถึงช่วงกลางทศวรรษ  1990  รายได้กว่าร้อยละ  80  ของพื้นที่แถบนี้ได้มาจากอุตสาหกรรมป่าไม้  แต่เมื่อถึงปี  1998  การตัดไม้เกินขนาดในบริเวณลุ่มน้ำแยงซีเกียงมีส่วนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่  รัฐบาลจีนจึงประกาศยกเลิกสัมปทาน  การทำไม้เพื่อการค้าทุกชนิดในภูมิภาคแห่งนี้  เมืองจงเตี้ยนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดการลงทุนและการค้า  ด้วยการหันไปหาการท่องเที่ยวแทน  โดยใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและทำเลที่อยู่ใกล้ภูมิประเทศอันตระการตา 

   พอถึงปี  2001  หลังจากวิ่งเต้นอยู่นาน  ในที่สุดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองจงเตี้ยนก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลในกรุงปักกิ่งให้ตั้งชื่อเมือง  และเทศมณฑลใหม่ว่าแชงกรีลา  ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์เด็ดทางการตลาดเลยทีเดียว  แต่ความสำเร็จขั้นสูงสุดของกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาถึงในปี  2003  เมื่อองค์การสหประชาชาติให้การรับรองความหลากหลายทางชีวภาพอันแสนมหัศจรรย์  ในเขตโกรกธารรอบๆ  และประกาศให้ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งมรดกโลกเขตสามแม่น้ำไหลเคียง  (Three  Parallel  Rivers  World  Heritage  Site)  และแล้วแชงกรีลาหรือเมืองจงเตี้ยนเดิมก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งใหม่ของนักเดินทางชาวจีนไปโดยปริยาย

   รายงานของสหประชาชาติกล่าวถึงเขตสามแม่น้ำไหลเคียงว่าเป็น  “ศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของจีน”  โดยมีพรรณพืชและพรรณสัตว์มากมายหลายชนิด  อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่ต่างกันสุดขั้วยังเกื้อกูลต่อชาติพันธุ์มนุษย์ที่แตกต่างหลากหลายอีกด้วย  กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  ที่ถูกแม่น้ำซึ่งมิอาจข้ามผ่าน  และขุนเขาสูงตระหง่านขวางกั้นไม่ให้ติดต่อถึงกัน  ได้พัฒนาภาษาและประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของตนขึ้นมา  ทว่าเป็นเรื่องน่าขันที่กฎบัตรเขตสามแม่น้ำไหลเคียงกลับมุ่งพิทักษ์แต่พื้นที่รอบๆ  โดยมิได้รวมตัวแม่น้ำไว้ด้วย  เหตุผลประการหนึ่งก็คือ  ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเลียบแม่น้ำส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  นอกจากนี้  การไม่รวมแม่น้ำไว้ในกฎบัตร  ยังมีเป้าประสงค์อีกประการหนึ่งคือ  เพื่อตอบสนองความกระหายพลังงานของจีน  ที่ซึ่งพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศร้อยละ  80  ได้มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน  แต่เนื่องจากถ่านหินเป็นพลังงานสกปรก  ขณะที่พลังน้ำสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า  คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ  15  ของประเทศ  จึงมีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนตลอดแนวแม่น้ำทั้งสามสายเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง 

Shangrila

Shangrila

Shangrila

Shangrila

Shangrila

Posted in 2548 | Leave a comment

สาธารณรัฐเช็ก

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อยู่ในภูมิภาคยุโรปกลาง ประกอบด้วยภูมิภาคที่เก่าแก่สองส่วน คือ โบฮีเมียและโมราเวีย และส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่สาม เรียกว่า ไซลีเชีย ประเทศนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547

ประวัติศาสตร์
ดินแดนของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี นับตั้งแต่เมื่อชนเผ่าสลาโวนิก (Slavonic Tribes) หรือชนเผ่าสลาฟ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานแคว้นโบฮีเมียได้พัฒนาเป็นรัฐอิสระเป็นครั้งแรกในคริสต์ ศตวรรษที่ 9 แต่ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชนเผ่าเยอรมันได้อพยพเข้ามายึดดินแดนของเชกในปัจจุบันเป็นอาณานิคม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างวัฒนธรรมเชกให้มีทั้งลักษณะของชนเผ่าเยอรมันและชนเผ่าสลาฟ กรุงปรากจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลาก หลาย อาทิ โรมาเนสก์ กอทิก เรอเนซองซ์ บารอก รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของเชกได้อย่างดีตั้งแต่ สมัยอาณาจักรโรมัน จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ฮับสบูร์ก (ราวศตวรรษที่ 15-18) และองค์การยูเนสโก ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ เช็กยังมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานด้านการผลิตเบียร์ โดยเฉพาะที่เมืองเปิลเซน (Plzen)

กรุงปราก เป็นเมืองที่สำคัญในยุโรปตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมันและยุคกลางของยุโรป กษัตริย์ชาลส์ที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชาลส์ (Charles University) ขึ้นที่กรุงปรากซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ในช่วงยุคกลาง เชกอยู่ภายใต้การปกครองของคริสตจักรเช่นเดียวกับดินแดนอื่น ๆ ในยุโรป จนกระทั่งในปี 2069 เชกจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ฮับสบูร์ก ในศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการฟื้นฟู national awareness ซึ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2391 เมื่อกรุงปรากเป็นเมืองแรกในอาณาจักรฮัปสบูร์กที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป และต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้สนับสนุนให้ชาวเชกและชาวสโลวักสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยเชโกสโลวาเกียขึ้น ในปี 2461 เนื่องจากเชกและสโลวักมีภาษาคล้ายคลึงกัน แต่แยกจากกันทางการเมือง เนื่องจากสโลวาเกียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮังการี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เชโกสโลวาเกีย เป็นประเทศที่อุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าที่สุดจนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากชาวสโลวักต้องการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระจากเช็กซึ่งมีบทบาทเหนือกว่า

ในเดือนมีนาคม 2482 กองทัพนาซีเยอรมันได้รุกรานแคว้นโบฮีเมียและโมเรเวีย ทำให้เชโกสโลวาเกียสูญเสียความเป็นรัฐเอกราช จนกระทั่งในปี 2488 กองทัพโซเวียตได้ปลดปล่อยดินแดนของเชโกสโลวาเกียจากการปกครองของนาซี ทำให้สหภาพโซเวียตมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองของเชโกสโลวาเกียในเวลาต่อมา และในปี 2491 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจไว้
หลังสงคราม พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลในเชโกสโลวาเกียมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูป ที่เรียกว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิแห่งกรุงปราก (Prague Spring) ภายใต้การนำของนายอเล็กซานเดอร์ ดูบเชค (Alexander Dubček) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและประเทศอื่นในกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) เกรงว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบคอมมิวนิสต์ จึงได้ยกกองกำลังเข้าไปในเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 2511 และจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแนวคิดต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ในเชกโกสโลวาเกีย
หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง เชโกสโลวาเกียได้เริ่มมีการเปลี่ยน แปลง การปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติ โดยผ่านกระบวน การที่เรียกว่า การปฏิวัติเวลเวต (Velvet Revolution) และนายวาคลัฟ ฮาเวล (Václav Havel) ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกียในปี 2532

รัฐบาลเชโกสโลวะเกียได้มีมติเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ให้สลายประเทศเชโกสโลวาเกีย และแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐเชกและสาธารณรัฐสโลวัก (สโลวาเกีย) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Velvet Divorce ต่อมา นายวาคลัฟ ฮาเวลได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเชกในปี 2536 และได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2541 จนกระทั่งหมดวาระ (วาระละ 5 ปี) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 และนายวาคลัฟ เคลาอุส (Vaclav Klaus) ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546

 “ปราก” เมืองเก่าสวยมาก
ความสวยงามของกรุงปราก ดินแดนของสาธารณรัฐเชก เป็นที่เลืองลือและมีผู้คนเดินทางไปชมเมืองที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย เช่น โรมันเนสก์ โกธิค เรเนซองส บารอค รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่างๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน และองค์การ UNESCO ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม

สะพานชาร์ลส (Charles Bridge) ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองปรากสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อเดิมเรียกว่า “สะพานปราก” ต่อมาในปี 1870 ได้เปลี่ยนชื่อตามพระนามของพระเจ้าชาร์ล อยู่ย่านจัตุรัสและตัวเมืองเก่า (Old Town Square) ที่คลาสสิกโดยเฉพาะอาคารศาลาเทศบาลกรุงปราก

นักท่องเที่ยวจะเฝ้าดูนาฬิกาโบราณทุกชั่วโมงจะมีตุ๊กตาออกมาบอกเวลา และจักรราศีของดวงดาวในแต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นนาฬิกาเก่าแก่แห่งหนึ่งในยุโรป

ในกรุงปรากอนุสาวรีย์ของจอห์น ฮุช (John Hush) และโบสถ์ทีน (Tyn Church) ประธานาธิบดี ชมโบสถ์เซนต์ไวตุส (St.Vitus Cathedral) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 1344 ในศิลปะแบบโกธิคมีการก่อสร้างเรื่อยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 1929 มีหน้าต่างกระจกสีที่งดงามเป็นรูปภาพของนักบุญและเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา

ปราสาทปราก (Prague Castle) ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเชก สร้างขึ้นในปี 885 โดยเจ้าชายบริโวจ ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดี 

เมืองคาร์โลวี วารี
ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์และมีแม่น้ำเทปลา ไหลหล่อเลี้ยง เมืองคาร์โลวี วารี ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสปาที่ใหญ่ที่สุดของเชก ตามตำนานบอกว่าพระเจ้าชาร์ลที่ 4 ทรงพบแหล่งน้ำแร่ที่เมืองนี้ในปี 1358 เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกล่าสัตว์แล้วสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำพุร้อน นับแต่นั้นเมืองนี้ก็มีชื่อเสียงของบ่อน้ำแร่ที่ใช้สำหรับรักษาร่างกายและบำบัดโรคร้ายต่างๆ เป็นต้นมา จนถึงเดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีน้ำพุร้อน และ น้ำแร่อุณหภูมิตั้งแต่ 42-72 งศาเซลเซียส ทั้งหมด 12 แห่ง

เมืองแห่งสปานี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นศูนย์กลางบำบัดโรคภัยต่างๆ ในอดีตมีเจ้านายหลายพระองค์เคยเสด็จฯ เยือน เช่น จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซ่า แห่งออสเตรีย พระเจ้าปีเตอร์ มหาราช แห่งรัสเซีย และพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งปรัสเซีย จนทำให้เมืองนี้กลายเป็นแหล่งรีสอร์ททางสุขภาพระดับโลก

ปราสาทครุมลอฟ (Krumlov) มรดกโลกชิ้นหนึ่งสร้างเมื่อ 1250 เป็นปราสาทที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา จะเป็นรองก็แต่ปราสาทปรากเท่านั้น มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำวัลตาวา ตรงบริเวณคุ้งน้ำพอดีฝั่งตรงข้ามเป็นย่านเมืองเก่าคลาสสิก “Senete Square” และโบสถ์เก่ากลางเมือง

 

Posted in 2548 | Tagged , , , , , , , , | Leave a comment

Nightscape-HONGKONG

Nightscape HONGKONG 

ฮ่องกง (HONGKONG)

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China)  香港 (เซียงกั่ง )  เป็นเขตปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยอยู่ติดกับมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และห่างจากมาเก๊า ราว 61 กิโลเมตร ทางฝั่งตะวันตก “ฮ่องกง” เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า “เซียงกั่ง” ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า “ท่าเรือหอม” มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน

ฮ่องกงมีพื้นที่รวม 1,096.63 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง (80.30 ตร.กม.) เกาลูน (46.71 ตร.กม.) เขตดินแดนใหม่ (New Territories) และเกาะอื่น ๆ (969.62 ตร.กม.) หรือขนาดประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้

ฮ่องกง เมืองที่คึกคักและเร่งรีบแห่งนี้เคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง จนกระทั่งปี 1842 ราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น ทำให้ฮ่องกงต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตามสนธิสัญญานานกิง และในปี 1860 คาบสมุทรเกาลูนจึงถูกส่งมอบให้แก่อังกฤษ และสุดท้ายในปี 1898 อังกฤษได้ลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่เขตนิวเทอร์ริทอร์รี่ส์จากจีน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาลูนขึ้นไป จนถึงแม่น้ำเซินเจิ้น รวมถึงเกาะรายรอบอีก 235 เกาะ เป็นเวลา 99 ปี

ฮ่องกง กลับคืนสู่การปกครองของจีนอีกครั้ง ในวันที่ 1 ก.ค. 1997 ภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” โดยเป็นเขตการปกครองพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน และภายใต้ระบบนี้ทำให้ฮ่องกงปกครองตนเองได้เต็มที่ คือสามารถใช้ระบบทุนนิยมได้เช่นเดิม มีระบบศาลและกฎหมายเป็นของตัวเอง มีการค้าเสรีและมีอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น

Nightscape HONGKONG

เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพอังกฤษ นำโดยกัปตัน Charles Elliot (ชาร์ลส์ อีเลียต) แล่นผ่านน่านน้ำระหว่าง แหลมเกาลูนและเกาะแห่งหนึ่งที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด กัปตันอีเลียต เกิดได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือและขึ้นฝั่ง ส่งล่ามลงไปสอบถาม ได้ความว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม กัปตันรับทราบด้วยความประทับใจ

เมื่อกัปตันอีเลียตเดินทางกลับสู่อังกฤษและได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำการฝ่ายการพาณิชย์ของอังกฤษในภาคพื้นเอเซีย ซึ่งขณะนั้นเอง ประเทศอังกฤษซึ่งปกครองโดยพระนางวิกตอเรีย กำลังต้องการอาณานิคมในแถบทะเลจีนใต้ เพื่อใช้เป็นที่จัดส่งสินค้าหรือฝิ่นนั่นเอง และประจวบเหมาะพอดีกับที่ฝ่ายอังกฤษและจีน กำลังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่นในแถบกวางตุ้งของจีน จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้น ในปี ค.ศ. 1839 กัปตันอีเลียตจึงตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ท่าเรือกลิ่นหอม และประกาศให้ดินแดนแถบนั้นเป็นของอังกฤษ ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1841

ว่ากันว่ามีเหตุการณ์ที่น่าขัน และสร้างความขายหน้าให้กับพระราชินีวิคตอเรียยิ่งนัก ที่กองทหารอังกฤษเข้ายึดเกาะที่มีแต่หินโสโครก หาประโยชน์ไม่ได้เลย กัปตันอีเลียตจึงถูกลงโทษด้วยการส่งไปเป็นกงสุลอังกฤษประจำรัฐเท็กซัสแทน

ตั้งแต่นั้น จีนและอังกฤษกระทบกระทั่งกันเรื่องการค้าฝิ่นเรื่อยมา เกิดสงครามฝิ่นถึงสองครั้ง หลังสงครามฝิ่นครั้งที่สองนี่เอง อังกฤษได้บีบบังคับให้จีนทำสัญญา โดยให้อังกฤษเช่าฮ่องกงทั้งหมด เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันหมดสัญญาไว้วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997 ด้วยภูมิประเทศของฮ่องกงเอง ที่เป็นเมืองท่าน้ำลึก เหมาะแก่การจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ จึงทำให้ฮ่องกงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก
 
ฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ. 1978 ผู้สำเร็จราชการคนแรกที่มาประจำยังเกาะฮ่องกง ท่านลอร์ด Palmerston เคยขนานนามเกาะแห่งนี้ไว้ว่า “หินไร้ค่า” แต่อังกฤษได้ช่วยวางรากฐานการศึกษา การปกครอง และผังเมืองให้ฮ่องกงเป็นอย่างดี เพียง ชั่วพริบตาเดียว ฮ่องกงได้กลับกลายเป็นศูนย์กลางพาณิชย์และยังเป็นประตูเปิดสู่ประเทศจีน ปลายศตวรรษที่ 19 ดินแดนตอนปลายคาบสมุทรเกาลูนก็ตกเป็นอาณานิคม และอังกฤษยังได้สิทธิเช่าเขตนิวเทอริทอรี่ส์ เป็นเวลา 99 ปี ซึ่งอังกฤษได้ทำพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกง ให้แก่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ไปเรียบร้อย ทั้งนี้เคยมีการเจรจาระหว่างอังกฤษโดย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ นายเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำฝ่ายจีน เพื่อเจรจาขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ แต่ได้รับการปฏิเสธ และในปีเดียวกันนั้น วันที่ 26 กันยายน ผู้นำทั้งสองจึงเปิดเจรจาอีกครั้งและลงนามในสัญญา โดยมีสาระสำคัญว่า อังกฤษจะยอมส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน และจีนได้ให้สัญญาว่าจะยอมให้ฮ่องกง อยู่ในฐานะ “เขตปกครองตนเอง” ภายใน 50 ปี

ฮ่องกงมีจำนวนประชากรกว่า 6.99 ล้านคน ในปี 2549 ความหนาแน่นของประชากร 6,300 คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนมากเป็นชาวจีน มีร้อยละ 3 เป็นชาวต่างชาติ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอเมริกัน ฯลฯ ภาษากวางตุ้งซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่มีการพูดตั้งแต่มณฑลกวางตุ้งของจีนเรื่อยมาจนถึงฮ่องกงได้กลายมาเป็นภาษาทางการของฮ่องกง ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นของภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ยังคงเป็นภาษาทางการร่วมซึ่งถูกใช้พูดมากกว่า 38 % ของประชากร ก็เป็นภาษาที่ใช้แพร่หลาย ส่วนภาษาจีนท้องถิ่นอื่นเช่นแต้จิ๋ว หรือจีนแคะฯลฯ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน และตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่ใต้การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ การใช้ภาษาจีนกลางในการติดต่อก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเข้ามาของชาวจีนแผ่นดินใหญ่และการติดต่อค้าขายระหว่างกัน ถึงแม้ว่าการใช้อักษรจีนนั้นยังนิยมใช้อักษรจีนตัวเต็มอยู่ก็ตาม นอกจากนั้นทางรัฐบาลฮ่องกงได้มีโครงการ “สองแบบอักษร สามภาษา” เพื่อสนับสนุนให้ชาวฮ่องกงใช้ภาษาทั้ง 3 ภาษาร่วมกัน คือภาษากวางตุ้ง จีนกลาง และอังกฤษ

Nightscape HONGKONG


Symphony of Light (SOL)
ซึ่งจัดแสดงบริเวณริมทะเลติดกับ Avenue of the Star เริ่มการแสดง 2 ทุ่มตรง เวลาแสดงทั้งหมด 15 นาที จุดที่รับชมได้ดีที่สุด คือ บริเวณ Avenue of the Star หรือไม่ก็ตรงอัฒจันทน์ที่จัดให้ การแสดง SOL เป็นการแสดงแสงสีเสียง ยิงเลเซอร์ ประกอบดนตรี โดยตึกต่างๆ ของฮ่องกง มีทั้งหมด 5 ธีม เริ่มด้วย Awakening, Energy, Heritage, Partnership และ The Final มีเสียงบรรยายภาคภาษาอังกฤษให้ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ส่วนวันอังคาร พฤหัส เสาร์เป็นภาษาโปรตุเกส วันอาทิตย์เป็นภาษาจีน

วัดโปลิน (Polin) นั่งกระเช้าไฟฟ้าหนองปิง 360 องศา (Nong Ping 360) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเท่านั้น เวลาเปิดบริการ จันทร์ – ศุกร์ 10.00 – 18.00  เสาร์อาทิตย์ 9.00 – 18.30
สักการะพระใหญ่วัดโปลิน พระใหญ่องค์นี้ ทำจากแผ่นทองสัมฤทธิ์หนัก 250 ตัน สูง 34 เมตร ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี เป็นพระปางนั่งสมาธิประทานพร มีบันไดทางขึ้น 268 ขั้น

Repulse Bay   ที่วัดเจ้าแม่กวนอิมนี้ มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำ 4 อย่าง คือ ไหว้นมัสการขอพรจากเจ้าแม่กวนอิม หลังจากนั้นไหว้นมัสการเทพแห่งโชคลาภ หรือ เทพไฉ่ซิงเอี้ย ซึ่งเป็นรูปปั้นองค์เล็กๆ ด้านหน้าของเจ้าแม่กวนอิม โดยให้ใช้มือลูบจากเคราลงมาถึงถุงใส่เงินของท่านแล้วกำมาใส่กระเป๋าของเราเอง จากนั้นไปเดินข้ามสะพานศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่ออายุ โดยเชื่อว่าถ้าเดินข้ามหนึ่งครั้งอายุจะยืนขึ้นอีก 3 ปี

Nightscape HONGKONG

Nightscape HONGKONG

Nightscape HONGKONG

Nightscape HONGKONG

Posted in 2548 | Tagged | Leave a comment

ทิเบต

   

เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ทิเบต
(西藏 ซีจ้าง) เป็นเขตปกครองตนเองของประเทศจีน มีเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ชาวทิเบต มีพระเป็นผู้นำของเขตปกครองพิเศษนี้ ชนพวกนี้นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน คล้ายกับประเทศภูฏาน ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ทิเบตมีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน และด้วยเหตุนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในทิเบตจึงน้อย

พลเมืองชายของทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระ ก่อนจีนจะยึดครองทิเบต ทิเบตมีสามเณริกามากที่สุดในโลก ในทิเบตเคยมีคัมภีร์มากมาย พลเมืองนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จนได้รับฉายาว่า “แดนแห่งพระธรรม” (land of dharma)

ก่อนคริสต์ศักราช ชนชาติทิเบตอาศัยอยู่ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มีการไปมาหาสู่กันกับชนชาติฮั่นที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน เผ่าชนต่างๆ ของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตก็ค่อยๆ รวมกันเป็นเอกภาพ และกลายเป็นชนชาติทิเบตในปัจจุบัน

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 สภาพแบ่งแยกปั่นป่วนในภูมิภาคกลางของจีนที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน 300 กว่าปีได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน วีรบุรุษ ซงจั้นกันปู้ ของชนชาติทิเบตได้สถาปนาราชวงค์ถู่ปัวอย่างเป็นทางการขึ้น และตั้งเมืองหลวงที่นครลาซา ในช่วงปกครองประเทศ กษัตริย์ซงจั้นกันปู้ได้ศึกษาเทคโนโลยีทางการผลิตและผลงานทางการเมืองและวัฒนธรรมที่ทันสมัยของราชวงค์ถัง และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรในด้านต่างๆ กับราชวงค์ถังไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากทิเบตได้รวมเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนเป็นต้นมา แม้ว่าจีนจะมีหลายราชวงค์ที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปกครองประเทศ และเปลี่ยนอำนาจรัฐหลายครั้ง แต่ทิเบตก็อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางมาโดยตลอดไม่ว่าราชวงค์ใด

หลังจากราชวงศ์ชิงได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปกครองควบคุมทิเบตอย่างใกล้ชิด ทำให้อำนาจการบริหารปกครองของรัฐบาลกลางเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2270 (ค.ศ. 1727) ราชวงค์ชิงได้ส่งเสนาบดีไปประจำทิเบต เพื่อเป็นตัวแทนของส่วนกลางกำกับดูแลกิจกรรมบริหารส่วนท้องถิ่นของทิเบต เมื่อปี พ.ศ. 2501 จีนบุกเข้าทิเบตและก่อตั้งเขตปกครองพิเศษขึ้น

 

พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน พระราชวังแห่งนี้อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร บนที่ราบสูงทิเบต พระราชวังซึ่งเป็นทั้งป้อมปราการ และ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 17 บนที่ตั้งปราสาทในสมัยพระเจ้าสองสันกัมโป ปราสาทถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้งหลายคราว จนถึงทะไลลามะองค์ที่ 5 ใน ค.ศ. 1617 – 82 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทนี้ในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่า วังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง ซึ่งสร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี พระราชวังโปตาลามีระเบียงที่มีภาพเขียนสีเรียงซับซ้อน มีทั้งบันไดไม้บันไดหิน มีห้องสวดมนต์ที่ตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพเกือบสองแสนองค์ ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา


ทางรถไฟ Qinghai-Tibet…ทางเลือกใหม่ของการเดินทางสู่ทิเบต

รถไฟสาย Qinghai-Tibet มีต้นทางอยู่ที่เมืองซีหนิง (Xining) เมืองหลวงของมลฑลชิงไห่ (Qinghai) และสุดทางที่เมืองลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของทิเบต ระยะทางรวม 1,957 กิโลเมตร โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงแรก
จากเมืองซีหนิงไปยังเมือง Golmud ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของมณฑลชิงไห่ ระยะทาง 815 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2527
ช่วงที่ 2 จากเมือง Golmud ไปยังเมืองลาซาระยะทาง 1,142 กิโลเมตร

โดยการก่อสร้างทางรถไฟในส่วนที่ 2 นี้ มีความยากลำบากมาก และต้องใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างขั้นสูง โดยเฉพาะการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับบริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งระยะทางกว่า 550 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 5 ปี ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา และใช้งบประมาณก่อสร้างในส่วนนี้สูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ทางรถไฟสาย Qinghai-Tibet ถือเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยมีจุดสูงสุดที่สถานี Tanggula บริเวณรอยต่อระหว่างทิเบตกับมณฑลชิงไห่ ซึ่งมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 5,072 เมตร อีกทั้งยังมีเส้นทางบางช่วงที่ลอดอุโมงค์ภูเขาน้ำแข็ง Kunlun ในมณฑลชิงไห่ซึ่งเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอีกด้วย

รถไฟสาย Qinghai-Tibet ทำให้ทิเบตสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีนได้โดยง่าย เนื่องจากเมืองซีหนิง ซึ่งเป็นเมืองต้นทางของรถไฟสายนี้ เป็นชุมทางรถไฟที่สามารถเชื่อมต่อกับมณฑลอื่น ๆ ของจีน รวมทั้งยังเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายหลักของประเทศที่มาจากเทศบาลนครปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนอีกด้วย โดยการเดินทางด้วยรถไฟจากปักกิ่งไปยังเมืองลาซามีระยะทางรวม 4,046 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 47 ชั่วโมง 28 นาที และมีค่าโดยสารราว 389-1,262 หยวน (49-158 ดอลลาร์สหรัฐ)
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังมีแผนที่จะขยายเส้นทางรถไฟดังกล่าวให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทิเบตระยะทางรวม 2,000 กิโลเมตร

โดยแบ่งเป็น 3 เส้นทาง เส้นทางแรก จากเมืองลาซาไปยังเมือง Nyingchi ทางตะวันตกของทิเบต เส้นทางที่ 2 จากเมืองลาซาไปยังเมือง Xigaze ทางตะวันออกของทิเบต และเส้นทางที่ 3 เป็นเส้นทางต่อจากเมือง Xigaze ไปยังเมือง Yadong ซึ่งอยู่
บริเวณชายแดนที่ติดกับรัฐสิกขิมของอินเดีย โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมดไม่เกิน 10 ปี

การเปิดดำเนินการเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างทิเบตกับภูมิภาคอื่น ๆ ของจีนทำให้ค่าใช้จ่ายการเดินทางถูกลง จากเดิมที่การเดินทางไปยังทิเบตต้องใช้เครื่องบินเท่านั้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทิเบตมีรายได้จากการท่องเที่ยว ดังเช่นในช่วงสัปดาห์วันแรงงาน พค.ปี 2550 มีนักท่องเที่ยว กว่า 3 แสนคน ทำให้จีนมีรายได้ถึง 135 ล้านหยวน หรือประมาณ 630 ล้านบาท


เส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก ซิงไห่ – ทิเบต ‘Qinghai-Tibet Railway’

โดยเริ่มต้นจากจีนที่ Golmud, เมือง ซิงไห่ (Qinghai) เมืองหลวงของ Xining , Lanzhou หรือ Xi’an  ไปยัง ลาซา (Lhasa) ของทิเบต เป็นระยะทางรวม  1,956 กม. ประกอบด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยว ยาว 1,142  กม. ผ่านเทือกเขาคุนลุ้น (Kunlun)และเทือกเขาตังกูล่า (Tanggula)

เทือกเขาตังกูล่า (Tanggula) รางรถไฟยาว 960 กม. อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,000 เมตร จุดที่สูงที่สุดคือ 5,072 เมตร ซึ่งสูงกว่าทางรถไฟของเปรูในเทือกเขาแอนดีส อย่างน้อย 200 เมตร  ระยะทาง 550 กม. ผ่านพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็ง
สถานีรถไฟ Tanggula (Tanggula Railway Station) อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5,068  เมตร นับเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก

เส้นทางลอดอุโมงค์ Fenghuosha (Fenghuoshan Tunnel) ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,905 เมตร นับเป็นอุโมงค์ที่ยกสูงจากพื้นดินที่เป็นน้ำแข็งมากที่สุดในโลก

อุโมงค์ลอดเทือกเขาคุนลุ้น (Kunlun Mountain Tunnel) ความยาว 1,686 เมตร เป็นอุโมงค์ซึ่งสร้างบนพื้นน้ำแข็งยาวที่สุดในโลก นอกจากนี้ รถไฟขบวนนี้ถูกออกแบบมา ให้วิ่งได้เร็วสูงสุดถึง 100 กม.ต่อ ชม. บนพื้นที่เป็นน้ำแข็ง และ 120 กม. ต่อชม. บนพื้นที่ธรรมดา (ปราศจากน้ำแข็ง)

Posted in 2548 | Leave a comment