เขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ทิเบต (西藏 ซีจ้าง) เป็นเขตปกครองตนเองของประเทศจีน มีเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ชาวทิเบต มีพระเป็นผู้นำของเขตปกครองพิเศษนี้ ชนพวกนี้นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน คล้ายกับประเทศภูฏาน ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ทิเบตมีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน และด้วยเหตุนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในทิเบตจึงน้อย
พลเมืองชายของทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระ ก่อนจีนจะยึดครองทิเบต ทิเบตมีสามเณริกามากที่สุดในโลก ในทิเบตเคยมีคัมภีร์มากมาย พลเมืองนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด จนได้รับฉายาว่า “แดนแห่งพระธรรม” (land of dharma)
ก่อนคริสต์ศักราช ชนชาติทิเบตอาศัยอยู่ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มีการไปมาหาสู่กันกับชนชาติฮั่นที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน เผ่าชนต่างๆ ของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตก็ค่อยๆ รวมกันเป็นเอกภาพ และกลายเป็นชนชาติทิเบตในปัจจุบัน
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 สภาพแบ่งแยกปั่นป่วนในภูมิภาคกลางของจีนที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน 300 กว่าปีได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน วีรบุรุษ ซงจั้นกันปู้ ของชนชาติทิเบตได้สถาปนาราชวงค์ถู่ปัวอย่างเป็นทางการขึ้น และตั้งเมืองหลวงที่นครลาซา ในช่วงปกครองประเทศ กษัตริย์ซงจั้นกันปู้ได้ศึกษาเทคโนโลยีทางการผลิตและผลงานทางการเมืองและวัฒนธรรมที่ทันสมัยของราชวงค์ถัง และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรในด้านต่างๆ กับราชวงค์ถังไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากทิเบตได้รวมเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนเป็นต้นมา แม้ว่าจีนจะมีหลายราชวงค์ที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปกครองประเทศ และเปลี่ยนอำนาจรัฐหลายครั้ง แต่ทิเบตก็อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางมาโดยตลอดไม่ว่าราชวงค์ใด
หลังจากราชวงศ์ชิงได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปกครองควบคุมทิเบตอย่างใกล้ชิด ทำให้อำนาจการบริหารปกครองของรัฐบาลกลางเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2270 (ค.ศ. 1727) ราชวงค์ชิงได้ส่งเสนาบดีไปประจำทิเบต เพื่อเป็นตัวแทนของส่วนกลางกำกับดูแลกิจกรรมบริหารส่วนท้องถิ่นของทิเบต เมื่อปี พ.ศ. 2501 จีนบุกเข้าทิเบตและก่อตั้งเขตปกครองพิเศษขึ้น

พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน พระราชวังแห่งนี้อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร บนที่ราบสูงทิเบต พระราชวังซึ่งเป็นทั้งป้อมปราการ และ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 17 บนที่ตั้งปราสาทในสมัยพระเจ้าสองสันกัมโป ปราสาทถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้งหลายคราว จนถึงทะไลลามะองค์ที่ 5 ใน ค.ศ. 1617 – 82 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทนี้ในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่า วังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง ซึ่งสร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี พระราชวังโปตาลามีระเบียงที่มีภาพเขียนสีเรียงซับซ้อน มีทั้งบันไดไม้บันไดหิน มีห้องสวดมนต์ที่ตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพเกือบสองแสนองค์ ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา

ทางรถไฟ Qinghai-Tibet…ทางเลือกใหม่ของการเดินทางสู่ทิเบต
รถไฟสาย Qinghai-Tibet มีต้นทางอยู่ที่เมืองซีหนิง (Xining) เมืองหลวงของมลฑลชิงไห่ (Qinghai) และสุดทางที่เมืองลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของทิเบต ระยะทางรวม 1,957 กิโลเมตร โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วง คือ
ช่วงแรก จากเมืองซีหนิงไปยังเมือง Golmud ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของมณฑลชิงไห่ ระยะทาง 815 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2527
ช่วงที่ 2 จากเมือง Golmud ไปยังเมืองลาซาระยะทาง 1,142 กิโลเมตร
โดยการก่อสร้างทางรถไฟในส่วนที่ 2 นี้ มีความยากลำบากมาก และต้องใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างขั้นสูง โดยเฉพาะการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับบริเวณที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งระยะทางกว่า 550 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 5 ปี ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อสิ้นเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา และใช้งบประมาณก่อสร้างในส่วนนี้สูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ทางรถไฟสาย Qinghai-Tibet ถือเป็นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยมีจุดสูงสุดที่สถานี Tanggula บริเวณรอยต่อระหว่างทิเบตกับมณฑลชิงไห่ ซึ่งมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 5,072 เมตร อีกทั้งยังมีเส้นทางบางช่วงที่ลอดอุโมงค์ภูเขาน้ำแข็ง Kunlun ในมณฑลชิงไห่ซึ่งเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอีกด้วย
รถไฟสาย Qinghai-Tibet ทำให้ทิเบตสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีนได้โดยง่าย เนื่องจากเมืองซีหนิง ซึ่งเป็นเมืองต้นทางของรถไฟสายนี้ เป็นชุมทางรถไฟที่สามารถเชื่อมต่อกับมณฑลอื่น ๆ ของจีน รวมทั้งยังเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายหลักของประเทศที่มาจากเทศบาลนครปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนอีกด้วย โดยการเดินทางด้วยรถไฟจากปักกิ่งไปยังเมืองลาซามีระยะทางรวม 4,046 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 47 ชั่วโมง 28 นาที และมีค่าโดยสารราว 389-1,262 หยวน (49-158 ดอลลาร์สหรัฐ)
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังมีแผนที่จะขยายเส้นทางรถไฟดังกล่าวให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทิเบตระยะทางรวม 2,000 กิโลเมตร
โดยแบ่งเป็น 3 เส้นทาง เส้นทางแรก จากเมืองลาซาไปยังเมือง Nyingchi ทางตะวันตกของทิเบต เส้นทางที่ 2 จากเมืองลาซาไปยังเมือง Xigaze ทางตะวันออกของทิเบต และเส้นทางที่ 3 เป็นเส้นทางต่อจากเมือง Xigaze ไปยังเมือง Yadong ซึ่งอยู่
บริเวณชายแดนที่ติดกับรัฐสิกขิมของอินเดีย โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมดไม่เกิน 10 ปี
การเปิดดำเนินการเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างทิเบตกับภูมิภาคอื่น ๆ ของจีนทำให้ค่าใช้จ่ายการเดินทางถูกลง จากเดิมที่การเดินทางไปยังทิเบตต้องใช้เครื่องบินเท่านั้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทิเบตมีรายได้จากการท่องเที่ยว ดังเช่นในช่วงสัปดาห์วันแรงงาน พค.ปี 2550 มีนักท่องเที่ยว กว่า 3 แสนคน ทำให้จีนมีรายได้ถึง 135 ล้านหยวน หรือประมาณ 630 ล้านบาท

เส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลก ซิงไห่ – ทิเบต ‘Qinghai-Tibet Railway’
โดยเริ่มต้นจากจีนที่ Golmud, เมือง ซิงไห่ (Qinghai) เมืองหลวงของ Xining , Lanzhou หรือ Xi’an ไปยัง ลาซา (Lhasa) ของทิเบต เป็นระยะทางรวม 1,956 กม. ประกอบด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยว ยาว 1,142 กม. ผ่านเทือกเขาคุนลุ้น (Kunlun)และเทือกเขาตังกูล่า (Tanggula)
เทือกเขาตังกูล่า (Tanggula) รางรถไฟยาว 960 กม. อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,000 เมตร จุดที่สูงที่สุดคือ 5,072 เมตร ซึ่งสูงกว่าทางรถไฟของเปรูในเทือกเขาแอนดีส อย่างน้อย 200 เมตร ระยะทาง 550 กม. ผ่านพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็ง
สถานีรถไฟ Tanggula (Tanggula Railway Station) อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5,068 เมตร นับเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก
เส้นทางลอดอุโมงค์ Fenghuosha (Fenghuoshan Tunnel) ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,905 เมตร นับเป็นอุโมงค์ที่ยกสูงจากพื้นดินที่เป็นน้ำแข็งมากที่สุดในโลก
อุโมงค์ลอดเทือกเขาคุนลุ้น (Kunlun Mountain Tunnel) ความยาว 1,686 เมตร เป็นอุโมงค์ซึ่งสร้างบนพื้นน้ำแข็งยาวที่สุดในโลก นอกจากนี้ รถไฟขบวนนี้ถูกออกแบบมา ให้วิ่งได้เร็วสูงสุดถึง 100 กม.ต่อ ชม. บนพื้นที่เป็นน้ำแข็ง และ 120 กม. ต่อชม. บนพื้นที่ธรรมดา (ปราศจากน้ำแข็ง)